บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA ผู้นำธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และบิ๊กไบค์ระดับโลก ได้แก่ Rolls-Royce, BMW, MINI, Honda, BMW Motorrad และ Harley-Davidson ธุรกิจรถยนต์มือสองพร้อมการรับประกัน และธุรกิจอื่น ๆ เปิดเผยวิสัยทัศน์การพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้ครอบคลุมทุกวงจรการใช้บริการของลูกค้า สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Lifestyle Mobility Ecosystem”
จากที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญวิกฤติต่าง ๆ เช่น ปัญหาด้านการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริษัท ที่เน้นลูกค้ากลุ่มพรีเมียม และกลุ่ม High Net Worth ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวน้อย และสามารถบริหารจัดการการเงินได้เป็นอย่างดี ทำให้กลุ่มบริษัทมีอัตราการเติบโตมาตลอดในช่วง 23 ปี
ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC-ASIA เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้มีการปรับคาดการณ์ยอดขายรถใหม่ เป็น 900,000 คัน หรือเติบโตขึ้น 5-7% จากปีก่อน จากเดิมคาดยอดขายที่ 800,000 คัน ด้วยแรงซื้อรถยนต์ใหม่ที่ยกมาจากปีก่อน เนื่องจากเกิดปัญหาชิ้นส่วนรถยนต์ขาดแคลนแต่ยังมีความต้องการซื้อที่สูง ประกอบกับปีนี้แนวโน้มการขายรถยนต์ในยุโรปและอเมริกาชะลอตัวลงจากปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทำให้รถยนต์จำนวนมากถูกเปลี่ยนช่องทางการขายมาในเอเชียมากขึ้น ทำให้มองว่าเป็นโอกาสดีในการจำหน่ายรถยนต์มากขึ้น จากการส่งมอบรถยนต์ได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน หากมองเฉพาะรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง จากฐานลูกค้าพรีเมี่ยมที่บริษัทดูแลอยู่ในระดับราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป มีอัตราการหดตัวของลูกค้าต่ำกว่าตลาดอื่น ประกอบกับในช่วงโควิด 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าหลักไม่ได้มีการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง เนื่องจากมีการประกาศล็อกดาวน์ ซึ่งหลังจากมีการปลดล็อกแล้วทำให้มีกำลังซื้อจากลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์ใหม่
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่ Active ราว 500,000 ราย ที่กลับมาใช้จ่ายกับบริษัท ทั้งการซื้อ เช่า และเข้าศูนย์บริการ แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยอดขายของรถยนต์บางรุ่นมีการชะลอตัวลง แต่ก็ยังมีรถยนต์บาง segment ที่ยังมียอดขายที่เติบโตได้ดี เช่น กลุ่ม High Luxury อย่าง Rolls-Royce
นอกจากนี้ บริษัทมุ่งพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ ภายใต้ชื่อ ‘MGC-ASIA Ecosystem’ สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้แก่กลุ่มธุรกิจหลัก โดยการขยายสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกวงจรการใช้บริการของลูกค้า และการแสวงหาโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ ทั้งจากการร่วมมือภายในกลุ่มบริษัทฯ และพันธมิตรชั้นแนวหน้าในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว” ภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่ม MGC-ASIA มีสินค้าและบริการที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการให้ลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
โดยบริษัทเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ BMW โดยมีสาขาแรกที่พระราม 4 และบริษัทมีการขยายสาขาต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจจากพาร์ทเนอร์และพันธมิตรทางธุรกิจ สนับสนุนการเติบโตตลอด 23 ปีที่ผ่านมา เช่น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเรือยอชท์ Azimut รายเดียวในประเทศไทย รวมถึงได้รับเลือกเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเรือแม่น้ำ Chris-Craft แต่เพียงผู้เดียวในไทยและอาเซียน
และบริษัทยังดำเนินธุรกิจรถเช่า ธุรกิจบริการหลังการขาย ธุรกิจจัดหาลูกค้าสำหรับบริการให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว VistaJet และตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินชั้นนำ ธุรกิจบริการหลังการขายและซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมพนักงานขับ บริการทางการเงินครบวงจรสำหรับยานยนต์หรูและมารีน (Alpha X) นายหน้าประกันภัย (Howden Maxi) บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า
ด้านนางสาวเจิดนภางค์ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและบัญชีกลุ่ม MGC-ASIA เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและสถานการณ์แพร่ระบาดของ โควิด-19 แต่ตลาดลักชัวรี่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าเซกเมนต์อื่นๆ และในบางภูมิภาคสามารถเติบโตสวนกระแสจากการขยายตัวของฐานลูกค้าที่มีอายุเฉลี่ยต่ำลงและมีความต้องการเพิ่มต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์แม้ได้รับผลกระทบจากปัญหาชิ้นส่วนขาดแคลน แต่ตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี่ยังเป็นที่ต้องการสูง สะท้อนจากยานยนต์แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่สร้างยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบริษัทได้รับประโยชน์จากการมีพอร์ตธุรกิจที่หลากหลาย ครอบคลุมลูกค้าทุกเซกเมนต์ ทำให้ภาพรวมรายได้และกำไรของกลุ่มบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวทางกลยุทธ์ ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีผลประกอบการเติบโตอย่างมั่นคง โดยสะท้อนจากผลประกอบการในปี 2563 2564 และ 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 20,275.3 ล้านบาท 21,350.3 ล้านบาท และ 23,076.2 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.7% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิปี 2563 2564 และ 2565 อยู่ที่ 188.8 ล้านบาท 295.5 ล้านบาท และ 595.6 ล้านบาท ตามลำดับ จากการเพิ่มของรายได้จากการขายและบริการ การเพิ่มของอัตรากำไรขั้นต้น ขณะที่สัดส่วนต้นทุนการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตอกย้ำถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ บริษัทมีวัตถุประสงค์การระดมทุน เพื่อนำไปลงทุนในบริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด (AlphaX) ธุรกิจให้บริการสินเชื่อสำหรับลูกค้าพรีเมียมเพื่อขยายพอร์ต และคาดว่า AlphaX จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในปี 2569 และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงชำระเงินกู้จากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ รองรับการเติบโตในอนาคต
นายวราห์ สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า MGC-ASIA ดำเนินการขายแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ รวมถึงมีบริการหลังการขาย ศูนย์ซ่อมบำรุงอิสระ บริการทางการเงิน ประกันภัย และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องครบวงจร และยังมีโอกาสในการเติบโตจากการได้รับสิทธิที่จะลงทุนในแบรนด์ Peugeot Jeep และ Maserati ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้กลุ่ม Stellantis รวมไปถึงแบรนด์ Aston Marti ขณะที่สภาพอุตสาหกรรมที่เริ่มกลับสู่สภาวะปกติ การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์และอุปทานภายหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยบริษัทมีการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสินค้าและบริการเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกยานยนต์
ล่าสุด กลุ่มบริษัทได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ จากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณากำหนดช่วงเวลาและราคาที่จะเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก คาดว่าก.ล.ต.จะอนุมัติภายในเดือนเมษายนนี้ โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) รวมไม่เกิน 280,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.0 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้