
ช่วงเวลาแห่งการลงทุนได้เดินทางมาถึงเดือนที่สามของปี 2566 หุ้นของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ราคาปรับตัวขึ้น ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1,000 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 2 มีนาคม สร้างความฮือฮาให้แก่นักลงทุนเป็นอย่างมาก ท่ามกลางเสียงเชียร์ “ขาย” จากนักวิเคราะห์แทบทุกสำนัก ด้วยเหตุผลราคาหุ้นเทรดเกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว หรือแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเองก็ยังออกประกาศเตือนผู้ลงทุนให้พิจารณาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขาย เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงได้หากราคาผันผวน
บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power management solutions) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ได้แก่ พัดลมอิเล็กทรอนิกส์ (DC Fan) อีเอ็มไอ ฟิลเตอร์ (EMI) และโซลินอยด์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้
จากการเก็บข้อมูลของ Thairath Money พบว่า ผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลังมีความน่าสนใจค่อนข้างมาก และสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง โดยงบปี 2563 มีรายได้รวม 63,826.88 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,101.64 ล้านบาท ส่วนงบปี 2564 มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นมาที่ 84,814.62 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,699.01 ล้านบาท และล่าสุดปี 2565 ทำรายได้ถึง 119,501.16 ล้านบาท มีกำไรสุทธิกว่า 15,344.55 ล้านบาท
ล่าสุดราคาหุ้น DELTA เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 อยู่ที่ 980 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาปิด 3 มกราคม 2566 เมื่อต้นปีที่ 930.00 บาทต่อหุ้น หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.37% แม้ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจากความกังวลของปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ แต่ผลตอบแทนจากราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีมานี้ยังถือว่าเป็นบวก แม้จะเทรดอยู่บน P/E ที่สูงถึงระดับ 75.93 เท่า
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คงคําแนะนํา "ขาย" มูลค่าพื้นฐาน 434 บาท แม้การประชุมนักวิเคราะห์ให้ภาพเชิงบวก โดย DELTA รายงานกําไรปกติไตรมาส 4/65 ที่ 4.5 พันล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 134% และเติบโต 16% จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยหนุนของอุปสงค์ของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) ที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรทั้งปี 2565 สอดคล้องกับประมาณการของเรา
ถึงแม้จะปิดปี 2565 ได้น่าประทับใจ แต่เชื่อว่าการขยายแผนเพิ่มกําลังการผลิตขนาดใหญ่ และสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่ชะลอลง จะทําให้ยอดขายแผ่วลงในปี 2566 จึงคาดว่ากําไรปกติจะทรงตัวในปีนี้ และค่อยๆ ฟื้นตัวในปีหน้า อย่างไรก็ดีมองว่าปัจจุบันหุ้นแพงไป เพราะซื้อขายกันที่ P/E ที่ระดับ 82.9 เท่า
ด้านบทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุว่า มีความมั่นใจในแนวโน้มธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะยอดขายของ EV car และ Hi end Data Center ที่ยังมี backlog รอผลิตและคำสั่งซื้อยังเพิ่มขึ้น ส่วนปัญหาขาดเซมิคอนดักเตอร์น่าจะยังพอหาวัตถุดิบได้ จึงเร่งผลิตส่งมอบลูกค้า ทั้งนี้ภาพอุตสาหกรรม EV car ยังโตได้อีกหลายปี และ DELTA มีโรงงานใหม่เริ่มผลิตได้กลางปีนี้ จะรับกับความต้องการของ EV car
พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2566 เติบโตได้ เพราะคาดยอดขายโตเด่นทั้ง EV car ที่ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งกลุ่ม Hi end Data Center ที่ยังต้องการระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นในปีนี้ แต่คาดว่า economy of scale ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม EV car น่าจะทำให้ gross margin ในปี 2566-2567 ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2565 ที่ 23.5% ได้ อย่างไรก็ดีแนะนำ Reduce เพราะปัจจุบันเทรดที่ราคาสูงเกินไป ให้ราคาเป้าหมาย 820 บาท เพิ่มจากเดิม 650 บาท เพราะปรับประมาณการขึ้น
ส่วนบทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า แม้ประมาณการปี 2566 จะมีโอกาสเกิด Upside จากการเติบโตของยอดขายที่อาจทำได้ดีกว่าคาด หนุนจากกลุ่ม EV ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกเท่าตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่กลุ่ม Data Center คาดยังเติบโตได้แต่ชะลอลงเล็กน้อยจากฐานสูง ส่วนในแง่ของกำไรขั้นต้น (GPM) มีโอกาสได้ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ในเบื้องต้นคงประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท
แต่ยังคงคำแนะนำ “ขาย” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 610.00 บาทต่อหุ้น อิง P/E ที่ระดับ 47 เท่า หรือคิดเป็น +0.25SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดยหากผู้ถือหุ้นอนุมัติการแตกพาร์จะทำให้ราคาเหมาะสมปรับลงเป็น 61.00 บาทต่อหุ้น ส่วนความเสี่ยงสาคัญ ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง.