
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่เหล่าเซียนหุ้นแถวหน้าของเมืองไทย จะบอกเล่าประสบการณ์ความผิดพลาดล้มเหลวแบบไม่มีกั๊ก!! กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น “เซียนหุ้นในตำนาน” มีพอร์ตหมื่นล้านพันล้าน
นักลงทุนต้นแบบของเมืองไทย ผ่านวันมืดมิดในการลงทุนมาหนักหน่วงขนาดไหน พวกเขาได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความผิดพลาด ค้นหาคำตอบได้จากซีรีส์ “BLACK SWAN วันมืดมิดในชีวิตการลงทุน” จัดทำโดยทีมงานลงทุนแมน ร่วมกับสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย), Blockdit และไทยประกันชีวิต
ถือเป็นบทเรียนทรงคุณค่าที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน งานนี้มีการเชื้อเชิญ 10 นักลงทุนต้นแบบของเมืองไทย มาถ่ายทอดประสบการณ์วันมืดมิดในชีวิตการลงทุนได้อย่างถึงพริกถึงขิง แต่ที่เบิกเนตรเปลี่ยนมุมมองนักลงทุนยุคใหม่ไปเลย ต้องยกให้ เซียนหุ้นอัจฉริยะหมื่นล้าน “เซียนฮง–สถาพร งามเรืองพงศ์” เปิดใจหมดเปลือกว่า เคยคิดว่าอาจจะไม่ใช่ทางของเรา หลังจากที่เริ่มลงทุนไปสักพักหนึ่ง คืออย่างน้อยมันก็ยากจนผมเคยคิดว่าไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าถามว่าอะไรคือวิกฤติในชีวิตการลงทุน รอบที่ผมโดนหนักสุดคือปี 2011 ช่วงเกิดน้ำท่วมใหญ่ พอร์ตผมเละเลย จาก 75 ล้าน เหลือ 32 ล้าน พอร์ตลงครึ่งหนึ่งโหดร้ายมาก!! คือโดนติดๆกัน 4–5 ตัว ตอนนั้นเราแตกแถวไปจากช่วงที่สร้างพอร์ตมา และยังเป็นช่วงที่ไม่ได้มีจิตใจมั่นคงมาก โดนอีกครั้งปี 2013 ต้นปีจากพอร์ต 70 ล้าน ใช้เวลาไม่กี่เดือนขึ้นไป 200 ล้าน และจบปีที่ 100 ล้าน เป็นปีที่พอร์ตบวกนะ แต่ผมว่าเป็นปีที่โหดมาก เพราะลงมาครึ่งหนึ่ง มันเหมือนโดนของหนักตกมาทับ ไม่ให้หายใจหายคอเลย ใช้มาร์จิ้นเยอะไปหน่อย ผมต้องไปเข้าวัด 7 วัน ต้องการที่พักใจ ผมรู้สึกว่าผมไม่ค่อยอยากจะตื่นขึ้นมา เมื่อไหร่เราจะหลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้ ลงวันละ 70 จุด ติดกัน 2–3 วัน ไปเปิดดูกราฟช่วงนั้นไม่กี่วัน มันลงแบบเฮ้ยวันนี้ลงพรุ่งนี้จะมีเด้งบ้างไหม อีกวันเอาอีก 70–80 จุด คือมันโหดมาก สิ่งที่ฝันมันคือเหมือนกับผมวาดภาพไว้ที่พื้นทราย แล้วมีคนเอาเท้ามาเหยียบๆ จนมันไม่เกิดขึ้นแล้วอ่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราต้องกลับมากินอยู่ตามฐานะของเราดีกว่า...คือโลกความจริงมันไม่ได้สีชมพู
ด้าน “เซียนมี่–ทิวา ชินธาดาพงศ์” นักลงทุนเน้นคุณค่าขวัญใจมหาชน ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า ไม่กี่เดือนก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ ปี 2551 ผมต้องไปขออนุญาตภรรยานำเงินเก็บทั้งชีวิต ประมาณ 10 ล้านบาท มาลงทุนหุ้น หลายคนบอกว่า 10 ล้านเยอะ แต่มันเก็บด้วยหยาดเหงื่อของครอบครัว ภรรยาไม่เห็นด้วย เพราะรอบตัวมีแต่คนเจ๊งหุ้น ผมปรึกษาไป 10 คน มี 11 คนไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ดื้อขอทุกวันๆ ผมดูแล้วมันใช่จริงๆ ผมอยากทำงานแบบนี้ ผมทำงานใช้แรงงานมาตลอดชีวิตแล้ว (ขี่วินมอเตอร์ไซค์, เปิดร้านเกมส์ และขายหมูยอ) ยกของอะไรหนักๆผมไม่ถนัด ผมเกิดมาเพื่อใช้สมอง แฟนเลยอนุญาตให้ลงไปที่ 5 ล้านบาท ลงทุนช่วงแรกมันก็ได้ๆเสียๆ 4-5 เดือนแรกกำไร 200,000 บาท แต่พอซับไพรม์มา ครั้งสุดท้ายที่ดูพอร์ตมันลงไปมากกว่าครึ่ง!! ภรรยามาขอให้เลิก ถามจะเลิกไหม ทำไมถึงไม่เลิก มันก็พิสูจน์แล้วว่าเราทำไม่ได้ ถ้าเราเล่นอย่างนี้แล้วมันลงไปเรื่อยๆจนเหลือศูนย์จะทำยังไง เคยคิดถึงอนาคตลูกไหม มันเป็นคำถามที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน เหมือนประสานเสียงกันว่าเลิกเหอะ ทำไม่ได้หรอก ก็บอกแล้วไงทำไม่ได้ ตอนแรกที่ขอเมียคือมั่นใจว่าทำได้แน่ แต่พอทำๆไปถึงตรงนั้นมันเหมือนผมเพิ่งมีความรู้นิดเดียว แต่ความเชื่อมั่นของผมมันขึ้นไปเกินความรู้เยอะมาก ผมคิดว่าผมรู้ทุกอย่างแล้ว แต่พอมันเฟลลงมา มันงงและมันสับสัน แล้วก็คิดว่าหรือเราจะล้างพอร์ตแล้วเราเลิกเลย!!
สุดท้ายรบเร้าจนแฟนตัดสินใจยอมให้เอาอีก 5 ล้าน มาซื้อหุ้นเพิ่มตรงดัชนีแถว 500 กว่าจุด ให้ลองแก้ไขดูว่าจะถูกต้องไหม แต่ผมยังไม่รู้วิธีหรอก ไปฟังผู้บริหารในงาน “Opp Day” ที่ห้องสมุดมารวยก็ไม่รู้เรื่องเลย ตอนอ่านหนังสืออาจารย์นิเวศน์ (“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ต้นแบบการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกของไทย) รู้สึกว่าเข้าใจหมด แต่พอเป็นเรื่องเรโชทางการเงินไม่รู้เรื่องเลย โชคดีได้เจอ “โยโย่-สันติ สิงหวังชา” ผมเข้าไปแนะนำตัวว่าผมเรียนน้อยมาก ผมจบแค่ ม.3 ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษเลย แต่ผมอยากลงทุนหุ้นมาก ผมอ่านบล็อกของคุณโอ้โหมันดีมากเลย แต่ผมไม่เข้าใจ เขาก็อธิบายเรื่องการลงทุนแบบง่ายๆให้ผมฟังอยู่ชั่วโมงกว่า แล้วดึงผมเข้ากลุ่มสุมหัวทาง MSN กลุ่มนี้ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดหลายเรื่อง เจอแต่คนหัวกะทิและคนเก่งๆเรื่องการลงทุน ผมได้เรียนรู้จากพวกเขา ใช้เวลาศึกษาอยู่ 2-3 ปี รู้สึกว่าเราเข้าใจมากขึ้น กลับมาพร้อมความรู้และความถ่อมตัวมากขึ้น ภรรยาให้อภัยแล้ว หลังจากปีนั้นไป ปีถัดมาผมบวก 300 กว่า% ได้เกินกว่าที่เสียไปทั้งหมดกลับมาได้เกือบ 29 ล้านบาท คราวนี้โดนภรรยาและที่บ้านรบเร้ากันรุนแรงให้เลิกเลย กลัวเล่นต่อจะเจ๊งหรือป่าวไม่รู้ แต่คนในกลุ่มสุมหัวบอกว่า เวลาเกิดวิกฤติไม่ต้องไปดูตลาดเลยอีก 5 ปี ให้จำไว้ว่ามันจะไม่เกิดซ้ำ ให้เราหาหุ้นดีๆแล้วลงทุนไปเรื่อยๆ และเราจะได้ผลตอบแทนเยอะมาก แล้วรอบนี้มันจะเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ เราอาจจะมีเงินขึ้นไปเป็นร้อยล้าน ลูกจะมีโอกาสเยอะๆได้ไปเรียนเมืองนอก
อย่างไรก็ดี แม้ทุกวันนี้พอร์ตของ “เซียนมี่” จะไม่ใหญ่เบิ้มเท่ากับเซียนในตำนานคนอื่นๆ แต่ดัชนีความสุขของเขากลับล้นทะลัก เพราะค้นพบสัจธรรมว่า จริงๆเราไม่รู้หรอกว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน มีน้องคนหนึ่งเตือนสติว่าถ้าพี่รวยแล้วพี่เป็นมะเร็งตอน 60 ศูนย์คูณอะไรก็ได้ศูนย์ เพราะสุขภาพคือศูนย์ ถึงมีหมื่นล้าน แต่หมื่นล้านคูณกับโรคมะเร็งมันก็คือศูนย์ พี่ต้องไม่ให้เครียดพี่ต้องสังเกตตัวเอง ผมได้คิดว่าสำหรับผมการมีเงินขนาดนี้เราต้องพอใจ เพราะเราเรียนมาน้อยไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่น เราไปของเราเรื่อยๆสุดท้ายปลายทางของเราถ้าเรามีความสุขและไปถึงมันก็โอเค การเดินหนึ่งกิโลกับการวิ่งหนึ่งกิโลมันก็คือหนึ่งกิโลเหมือนกัน ถ้าเขาวิ่งให้เขาถึงก่อน ไม่เป็นไรเราเดิน อาจจะช้าหน่อย แต่ถึงเป้าหมายเหมือนกัน
ในทำเนียบต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า คงไม่มีใครสู้ชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจได้ยิ่งใหญ่เท่ากับ “อนุรักษ์ บุญแสวง” เจ้าของฉายา “โจ ลูกอีสาน”
เขาสร้างเนื้อสร้างตัวมาจากชีวิตติดลบ จนกลายเป็นเซียนหุ้นพันล้าน ผู้จุดประกายให้คนเดินดินกินข้าวแกงกล้าฝันจะมีเงินร้อยล้าน!!
“ผมเกิดจังหวัดพังงา ในห้องคุณครูมักจะถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ไม่มีตอบว่าเป็นนักลงทุน ส่วนใหญ่ตอบเป็นตำรวจเป็นหมอเป็นพยาบาล เรารู้สึกว่าครอบครัวเราค่อนข้างลำบากนิดหนึ่ง ตอนผมจบป.5 พ่อก็เสีย และทิ้งลูกไว้ 4 คน จากเป็นแม่บ้าน แม่ต้องมาเป็นผู้นำครอบครัวมาขายของชำ แม่จะพูดเรื่องเงินเรื่องค่าใช้จ่าย จนเรารู้สึกว่าเราอยากรวย กว่าจะรู้ว่าทำยังไงให้มีเงินก็ตอน ม.ปลาย สำหรับคนทั่วไปต้องเกิดมาหล่อมาสวยได้แฟนไฮโซ แต่ถามว่าเราคงไม่ไหวต้องไปเกิดใหม่ ก็เลยคิดว่าต้องเป็นนักธุรกิจ ถ้าสำเร็จมีสิทธิรวย แต่พอดูๆไปมันก็ไม่ได้ง่าย ตอนหลังมารู้จักตลาดหุ้นรู้สึกว่านี่แหละทางรวย เราไม่ต้องก่อตั้งธุรกิจ แค่มาร่วมทุนกับเขา ถือหุ้นร่วมไปกับเขา และเติบโตไปกับเขา หนทางแบบนี้เป็นไปได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ แค่มีเงินสักก้อนแล้วไปเลือกซื้อธุรกิจดีๆ เงินเราก็ค่อยๆโตไปเรื่อยๆ ผมเริ่มค้นพบมหัศจรรย์ของการทบต้น คิดว่าจบออกไปทำงานเก็บเงินให้ได้ 400,000 บาท เอามาซื้อหุ้น ได้ผลตอบแทนปีละ 20% พอเกษียณก็มีเงินร้อยล้าน เราคิดถูกทุกอย่าง และปรากฏว่าพอทำจริงๆเราทำได้ดีกว่านั้นเยอะ”
กระนั้น กว่าจะเก็บเงิน ก้อนแรกได้ 30,000 บาท เลือดตาแทบกระเด็น ต้องใช้ชีวิตอัตคัด อยู่ในห้องเช่าแคบๆใจกลางกรุงที่มีพัดลมตัวเดียว ต้มมาม่ากินทุกมื้อ
“เรามีแต้มต่อในชีวิตน้อย สิ่งที่พอทำได้คือการประหยัดใช้ให้น้อย รายจ่ายอะไรที่เราไม่จ่ายแล้วไม่ตายเราจะทำมัน ผมกัดฟันสู้ในเมืองหลวงอยู่ 2-3 ปี โดยได้แรงใจจากบทกวีของ “เปลื้อง วรรณศรี” ทำให้มีพลังต่อสู้ชีวิต...
“เมื่อเริ่มสู้นั้น มันมืดยิ่งกว่ามืด...ครั้นยืนหยัดยาวยืด มืดค่อยหาย...พอมองเห็นลางลาง อยู่ทางปลาย...ชัยชนะขั้นสุดท้าย ไม่เกินรอ”...มันเหมือนจุดต่ำสุดในชีวิตเรา เราจบปริญญาตรีมา 2 ใบ เพื่อนฝูงก็ค่อนข้างมีชีวิตดี ทำไมเรามาอยู่อย่างนี้ ผมอยู่ได้เพราะผมมีความฝัน ความฝันมันหล่อเลี้ยงเรา ทำให้เรามีกำลังใจแน่วแน่ทำได้ทุกอย่าง ผมฝันไว้ว่า ณ วันนี้ ผมอยู่ในห้องเล็กๆ แต่ความฝันของผมมันเหมือนมีปีก มันบินออกไปแล้ว วันหนึ่งผมจะต้องได้อยู่คฤหาสน์ ทั้งๆที่ความจริงเรายังอยู่ห้องเช่าเล็กๆอยู่เลย ผมพยายามคิดในแง่บวกทำให้มีพลังมีกำลังใจ จากที่ยืมแม่ยืมแฟนและเพื่อนมาเปิดบัญชีหุ้นครั้งแรก ขาดทุนไป 60% คราวนี้ตัดสินใจไปเมืองนอกเพื่อเก็บเงิน เชื่อไหมจบปริญญาตรี 2 ใบ ต้องไปใช้แรงงานล้างจานที่เมืองนอก บางครั้งนี่น้ำตาไหลนะ เราทำอะไรอยู่อ่ะ แฟนเป็นด็อกเตอร์ เพื่อนทุกคนก็ต่อโทต่อเอก แต่ผมคิดอย่างเดียวว่าต่อให้มีปริญญานอก พอกลับไปเมืองไทยผมก็ต้องเป็นลูกจ้างอยู่ดี สู้ผมเก็บเงินให้ได้สักก้อนเอาไปลงทุนในตลาดหุ้นเมืองไทย ซึ่งตอนนั้นผ่านวิกฤติปี 2540 มาแล้ว มีหุ้นถูกๆเต็มเลย ผมเชื่อว่ามันมีโอกาสที่เงินก้อนนี้จะเปลี่ยนชีวิตผม วันนี้ที่ผมล้างจานอยู่ผมอยู่ในชนชั้นล่างสุดของสังคม แต่เงินก้อนนี้ที่เกิดจากการล้างจาน ถ้าเกิดผมเอาไปลงทุน มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตผมได้ จากล่างสุดให้ขึ้นไปอยู่ท็อปสุดของเมืองไทย ผมเลยตัดสินใจล้างจานเก็บตังค์ปีครึ่งได้ 400,000 บาท และของภรรยาอีก 400,000 บาท โดยทุกเดือนผมจะโอนเงินมาให้น้องสาวซื้อหุ้นที่เมืองไทย หลังกลับเมืองไทยผมออกมาลงทุนเต็มตัวและช่วยเลี้ยงลูก”
เซียนหุ้นหัวใจนักสู้ฝากข้อคิดถึงนักลงทุนรุ่นใหม่ว่า วิกฤติหนักสุดที่เจอคือตอนซับไพรม์ พอร์ตลดลงไป 60% แต่ก็กลับมาได้ จนวิกฤติโควิด ผมตัดสินใจใช้มาร์จิ้น 10% เลยได้ซื้อที่จุดเกือบจะต่ำสุด ผมบอกเลยว่าอย่าทำโง่ๆโดยขายหุ้นทิ้งตอนวิกฤติ ตอนหุ้นดีๆไม่ขายไปขายตอนหุ้นต่ำๆ ทำแบบนี้รับรองว่าเจ๊ง!! สัญชาตญาณที่เราวิวัฒนาการหลายล้านปี ถ้าเอามาใช้ในตลาดหุ้น รับประกันว่าเจ๊ง นักลงทุนทุกคนต้องเข้าใจว่าท่านไม่สามารถรอดจากวิกฤติได้ เราเจอวิกฤติเราเสียหายได้ แต่เราอย่าหมดตัว สิ่งที่ผมจะหลีกเลี่ยงคือการกู้เงินใช้เงินร้อนมาซื้อหุ้น...อันตรายมากๆ เราต้องลงทุนด้วยความไม่ประมาท ไม่ใช่มองแต่ทางได้ แต่ต้องมองว่าถ้าเกิดเราเสียจะเสียทางไหนได้บ้าง แล้วพยายามหลีกเลี่ยงซะ.
ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ