ส่องหุ้นไทย 6 กลุ่มทำธุรกิจในเมียนมา คาดไม่ได้รับผลกระทบคำสั่งห้ามจ่ายหนี้

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ส่องหุ้นไทย 6 กลุ่มทำธุรกิจในเมียนมา คาดไม่ได้รับผลกระทบคำสั่งห้ามจ่ายหนี้

Date Time: 20 ก.ค. 2565 13:24 น.

Video

เบื้องหลังโลก “คริปโต” จากเคยถูกต่อต้าน ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล ธนาคารถึงยอมรับ ? | Digital Frontiers EP.52

Summary

เปิดโผล่หุ้นไทย 6 กลุ่มที่ทำธุรกิจในเมียนมา คาดไม่ได้รับผลกระทบคำสั่งห้ามจ่ายหนี้ของแบงก์ชาติเมียนมา ส่วน "ปูนซิเมนต์ไทย" ยุติทำธุรกิจโรงปูนในเมียนมาไปตั้งแต่ปี 63

Latest


เปิดโผล่หุ้นไทย 6 กลุ่มที่ทำธุรกิจในเมียนมา คาดไม่ได้รับผลกระทบคำสั่งห้ามจ่ายหนี้ของแบงก์ชาติเมียนมา ส่วน "ปูนซิเมนต์ไทย" ยุติทำธุรกิจโรงปูนในเมียนมาไปตั้งแต่ปี 63 

เมื่อวันที่ 20 ก.ค 65 หลังจากธนาคารกลางเมียนมา ให้บริษัทเอกชน และผู้กู้ยืมเงินรายย่อยระงับการชำระคืนหนี้เงินกู้ต่างประเทศ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรักษาปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลธุรกิจของไทยที่ไปลงทุนในเมียนมาจะได้รับผลกระทบดังจากมาตรการดังกล่าวหรือไม่ ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทยไม่มากนัก เพราะเมียนมามีสัดส่วนการค้ากับไทยแค่ 0.85% โดยปริมาณการค้าระหว่างเมียนมากับไทย มีมูลค่า 4,800 ล้านเหรียญ (ข้อมูล ณ สิ้นปี 64) ส่วนผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ ที่เข้าไปลงทุนหรือเป็นคู่ค้ากับเมียนมานั้น บล.เอเซียพลัส ประเมินดังนี้

1.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : ผู้ผลิตที่ส่งสินค้าออกไปเมียนมา เช่น ปูนซีเมนต์ กระเบื้องเซรามิก และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดขายรวม จึงไม่น่าได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ยุติธุรกิจโรงปูน ในเมียนมาไปเมื่อปี 63

2. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : โดยมี 4 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (มหาชน) หรือ ITD ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 7,843.6 ล้านบาท และได้ถูกรัฐบาลเมียนมายกเลิกสัมปทานตั้งแต่ 30 ธ.ค.63 โดยที่ ITD ยังไม่ได้ตั้งสำรองด้อยค่าโครงการดังกล่าว เพราะยังมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับรัฐบาลเมียนมาได้

บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR มีลูกหนี้ค่าก่อสร้างโรงแรมในพม่าคงค้างอีก 191 ล้านบาท ซึ่งลูกหนี้จะทยอยชำระคืนเงิน ตั้งแต่ ธ.ค.65-ธ.ค.79

บริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ลงทุนในโรงไฟฟ้า

บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO มีบริษัทลูกในเมียนมาโดยถือหุ้น 80% ปัจจุบันไม่มีการรับงานในเมียนมาแล้ว

3.กลุ่มเครื่องดื่ม : บริษัท โอสถสภา (มหาชน) หรือ OSP พิจารณาจากยอดขายปี 64 ราว 27,000 ล้านบาท มีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศ 4,300 ล้านบาท (สัดส่วน 16% ของยอดขาย) ส่วนใหญ่มาจากเมียนมา จึงประเมินยอดขายจากเมียนมาอยู่ในระดับ 10% ของยอดขายรวม มองว่าผลกระทบยอดขายจากมาตรการนี้ค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจัยด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคในเมียนมาและการจัดเก็บเงินจากคู่ค้า รวมถึงค่าเงินเมียนมา ยังต้องติดตามต่อไป

นอกจากนี้ OSP มีเงินกู้ยืมสกุลเงินสหรัฐฯ ผ่านบริษัทร่วม (2 บริษัท ถือหุ้น 35% ในโรงงานผลิตขวดแก้ว และ 51.8% ธุรกิจจำหน่ายขวดแก้ว) ในเมียนมามูลหนี้ราว 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินไทย (ชำระเงินกู้ครั้งเดียวในอีก 7 ปีข้างหน้า) โดย OSP อยู่ระหว่างบริหารจัดการภาระดอกเบี้ยจ่ายส่วนนี้

สำหรับบริษัท คาราบาวกรุ๊ป (มหาชน) หรือ CBG มีโครง สร้างรายได้ปี 64 ที่ 17,000 ล้านบาท ราว 33% มาจากการส่งออกไป CLMV แต่โครงสร้างการขายมาจากกัมพูชาเป็นหลัก คาดว่ายอดขายจากเมียนมาจะอยู่ราว 10% ของยอดขาย

4.กลุ่มธนาคารและการเงิน : หากอิงจากมูลค่าการส่งออกไทยไปเมียนมาราว 1% ของมูลค่าการส่งออกรวม เบื้องต้นประเมินผลกระทบส่วนนี้จำกัด ส่วนหุ้นกลุ่มการเงิน อย่าง บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS คาดได้รับผลกระทบจำกัด เพราะหลังรัฐประหารในเมียนมาเมื่อ ก.พ.64 ที่ผ่านมา AEONTS ได้หยุดปล่อยสินเชื่อในเมียนมา

5.กลุ่มพลังงาน : บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP มีโครงการในเมียนมา อาทิ ซอติก้า, ยาดานา และเยตากุน เป็นต้น แต่ไม่มีรายการเงินกู้ต่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อบริษัท

ส่วนรายรับจากโครงการในเมียนมา ทาง PTTEP รับเงินจาก PTT โดยตรงเป็น USD เข้า บัญชีในประเทศไทย ดังนั้น ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการรับเงินหรือการถูกบังคับให้แปลงเป็นเงินจ๊าต เช่นเดียวกับด้านรายจ่าย สำหรับรายจ่ายของโครงการเมียนมา ที่เป็นสกุลต่างประเทศ จะทำการ จ่ายจากบัญชีนอกประเทศเมียนมา ดังนั้นยังสามารถบริหารจัดการได้ตามปกติ

6. กลุ่มชิ้นส่วน : บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA มีโรงงานอยู่ในเมียนมา พื้นที่การผลิต 4,500 ตารางเมตร คิดเป็น 2% ของ พื้นที่โรงงานทั้งหมด โดยโรงงานดังกล่าวผลิตชิ้นส่วนขั้นกลางแล้วส่งมาประกอบต่อในไทยเป็นหลัก ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ