
สารพัดปัจจัยรุมเร้าตลาดหุ้นไทยร่วง 20 จุด นักลงทุนผวาเศรษฐกิจถดถอย หลังเงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง กดดันปรับขึ้นดอกเบี้ย ฝรั่งเทขาย–เงินไหลออก กดค่าบาทอ่อนท่ามกลางผู้ติดเชื้อพุ่ง โบรกฯแนะถือเงินสดรอช้อนหุ้นดี
ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 5 ก.ค.65 ผันผวนหนัก โดยช่วงเช้าดัชนียังแกว่งตัวอยู่ในแดนบวก โดยบวกไปกว่า 9 จุด ก่อนจะมีแรงเทขายหุ้นออกมากดดัชนีติดลบ โดยเฉพาะในการซื้อขายช่วงบ่ายมีแรงเทขายออกมาหนัก กดดัชนีปรับตัวลงแรงกว่า 20 จุดก่อนจะมาปิดตลาดที่ระดับ 1,541.30 จุด ลดลง 18.97 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 76,714.43 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 3,024.70 ล้านบาท โดยตลาดถูกกดดันจากหลายปัจจัยลบ โดยเฉพาะล่าสุด ตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 7.66% จาก มิ.ย.ปี 64 ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี กดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 10 ส.ค.2565 ท่ามกลางเงินเฟ้อสูงทั่วโลก และการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดของธนาคารกลางทั่วโลก ส่งผลต่อความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ที่ขณะนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นในสหรัฐฯและยุโรป
ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยกลับมาหนักหน่วง ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนหลังประเทศไทยเปิดเมืองไม่นาน โดยหุ้นกลุ่มหลักๆปรับตัวลงทั้งหมด นำโดยหุ้นกลุ่มค้าปลีก แบงก์ ไฟแนนซ์ ไอซีที และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนหุ้นที่สามารถต้านทานแรงขายได้และบวกสวนตลาดคือ กลุ่มโรงพยาบาลและหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุนเฉพาะตัว ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปี ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาแล้ว 116 จุด หรือลดลงกว่า 7%
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า มีปัจจัยลบเข้ามากดดันตลาดหลายเรื่อง ทั้งกรณีที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมา ยิ่งกดให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง และยังมีปัจจัยลบที่เข้ามาเติมเชื้อคือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.65 และความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น
ขณะที่ยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอย โดยจีดีพีไตรมาส 1/65 ของสหรัฐฯออกมาติดลบ ซึ่งหากไตรมาส 2/65 ออกมาติดลบอีก เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯสูงมากกว่า 8% เงินเฟ้อยุโรป 8.6% และเงินเฟ้อไทย ล่าสุด 7.66% และคาดว่าในเดือน ส.ค. เงินเฟ้อไทยจะแตะ 10% ทำให้ประเมินได้ว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีนี้จะปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯสูงถึง 2.25% จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าและกระแสเงินทุนไหลออก แนะกลยุทธ์ลงทุนถือเงินสด 20% หากดัชนีลงมาต่ำกว่า 1,550 จุด ทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเมือง ดอกเบี้ยขาขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า
ด้านนายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า สาเหตุที่หุ้นร่วงหนักเพราะนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเป็นหลัก ขณะที่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุน กระตุ้นให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้ หากกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/65 ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ จะทำให้ดัชนีมีโอกาสหลุดระดับ 1,500 จุดได้
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย มีสาเหตุหลักจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นไม่หยุด และทำให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย กรณีเลวร้ายที่สุด จะกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงลึกถึงระดับ 1,420 จุด แนะนำให้ถือเงินสดมากกว่า 50% และเลือกลงทุนหุ้นปลอดภัยและรับแรงกระแทกเศรษฐกิจถดถอยได้ เช่น กลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มสาธารณูปโภค.