
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 21 มี.ค.65 ปิดที่ 1,673.87 จุด ลดลง4.64จุด มีมูลค่าซื้อขาย 73,653.26 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด KBANK ปิด 158.50 บาท ลบ 3บาท, TRUE ปิด 4.96 บาท บวก 0.06 บาท, BBL ปิด 135 บาทลบ3บาท, PTTEP ปิด 146 บาท บวก 1 บาท, CPALL ปิด 67 บาท ลบ0.25บาท
บล.เอเซียพลัสออกบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯได้รวบรวมข้อมูลกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 64 ที่เปิดเผยออกมาทั้งหมด 650บริษัท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% เมื่อเทียบกับปี 62 ช่วงก่อนเกิด Covid–19 อยู่ที่ 8.62 แสนล้านบาท
เอเซียพลัสจึงได้ทำการแจกแจงกำไรบริษัทจดทะเบียนออกเป็นส่วนๆ พบว่ากำไรปี 64 ที่เพิ่มขึ้นมาจากบริษัทจดทะเบียนใหม่ปี 63-64 ทั้งหมด 38 บริษัท มีกำไรปี 64 รวมทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาทอาทิ กำไรจาก STGT 2.3 หมื่นล้านบาท, OR 1.1 หมื่นล้านบาท, SCGP 8.3 พันล้านบาท ฯลฯ
และมาจากกำไรของหุ้น THAI ปี 64 อีก 5.5 หมื่นล้านบาทถ้าหัก 2 ส่วนนี้ออกกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 64 จะเหลือ 9.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับปี 62
สุดท้ายที่เป็นที่สังเกต บริษัทจดทะเบียนที่กำไรเติบโตแรงๆ หรือมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 พันล้านบาท ในช่วงที่เกิด Covid-19 ปี 63-64 ราคาหุ้นมักจะตอบสนองในเชิงบวกและปรับตัวขึ้นมาแรงเฉลี่ย 290% (วัดตั้งแต่ SET ทำจุดต่ำสุด ณ 24 มี.ค.63-30 ธ.ค.64)
เมื่อเห็นผลลัพธ์เป็นแบบนี้ ฝ่ายวิจัยฯจึงทำการค้นหาหุ้นที่กำไรมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีในปี 65 หลังจากกำไรย่อตัวลงไปมากในช่วงเกิด Covid-19 คาดว่าราคาหุ้นจะกลับมา Outperform ได้เด่นเช่นเดียวกับสถิติข้างต้น โดยมีเงื่อนไข คือ 1.กำไรลดลงไปมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิด Covid-19 2.กำไรปี 65F กลับมาฟื้นเด่น > 20% 3. ฝ่ายวิจัยฯแนะนำ “ซื้อ” มี Upside
ได้หุ้นดังนี้ CRC–M–PLANB–PYLON–GFPT–BAM–BH–EGCO–RS–BEM–STEC–BJC–CK–CPALL–CPN–KSL–BCPG–WHA!!
อินเด็กซ์ 51