
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 19 ต.ค.64 ปิดที่ 1,630.39 จุด ลดลง 13.53 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 96,547.31 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,591.58 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด HENG ปิด 2.86 บาท บวก 0.91 บาท, KBANK ปิด 141 บาท ลบ 4 บาท, SCC ปิด 393 บาท ลบ 9 บาท, AOT ปิด 66 บาท ลบ 1 บาท, BANPU ปิด 12.70 บาท ลบ 0.30 บาท
ตลาดหุ้นปรับตัวลงจากแรงเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มแบงก์และพลังงานที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูง ขณะที่นักลงทุนบางส่วนรอการประกาศงบการเงินไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน
บล.เอเซียพลัส ชี้หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อ Covid-19 ผ่านพ้นจุดสูงสุดจนถึงปัจจุบัน (13 ส.ค.-18 ต.ค. 64) พบว่า SET Index ปรับตัวขึ้นได้สูงถึง 7.3% สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ขณะที่ Dow jones Index ลดลง -0.7% โดยหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย คือ Fund Flow ที่กลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยด้วยมูลค่าสูงถึง 4.78 หมื่นล้านบาท
เอเซียพลัส จึงทำการวิเคราะห์เจาะลึกเข้าไปในกระแส Fund Flow ว่า “ส่วนใหญ่ต่างชาติทยอยเก็บสะสมหุ้นอะไรช่วงที่ผ่านมา” พบว่า 10 อันดับแรกที่ต่างชาติซื้อสะสมทางตรงมากสุด (ไม่นับรวม NVDR) คือ KBANK ถูกซื้อสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท ปรับตัวขึ้น 36% ตามมาด้วย PTTGC 7.4 พันล้านบาท ปรับตัวขึ้น 9.3% และหุ้นอื่นๆอีก 8 บริษัท
เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้นที่ต่างชาติซื้อสะสมมากสุด 10 อันดับแรก สูงถึง 14% ซึ่ง Outperform กว่าผลตอบแทนของ SET Index ที่ 7.26% มาก ดังนั้น หากนักลงทุนค้นหาหุ้นที่ต่างชาติทยอยสะสมเจอก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนชนะตลาดสูงเช่นกัน
สังเกตได้ว่าหุ้นที่ต่างชาติยังซื้อสุทธิสะสมส่วนใหญ่ยังคงเป็นหุ้นกลุ่มเปิดเมือง สอดคล้องกับมุมมองของฝ่ายวิจัยฯที่แนะให้สะสมหุ้นในธีม Restart Economy มาต่อเนื่อง
สรุป Fund Flow ที่ยังไหลเข้าหุ้นไทยต่อ โดยต่างชาติยังเน้นลงทุนหุ้นกลุ่มเปิดเมืองเป็นหลัก ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนยังคงแนะนำสะสมหุ้นเปิดเมืองขนาดใหญ่, ราคา Laggard พร้อมคาดหวังการผลักดันมาตรการรัฐ และยังมีโอกาสได้ Momentum จาก Fund Flow หนุนต่อ โดยเลือก CPALL, CRC และ MTC เป็น Top pick.
อินเด็กซ์ 51