
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 30 ต.ค.63 ปิดที่ 1,194.95 จุด ลดลง 6.69 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 52,723.93 ล้านบาท ต่างชาติยังขายสุทธิหนัก 3,471.41 ล้านบาท ตามด้วยกองทุนในประเทศ ขายสุทธิ 1,557.61 ล้านบาท, พอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 971.26 ล้านบาท ส่วนรายย่อยกระโดดซื้อสวน 6,000.29 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด SCGP ปิด 35.25 บาท บวก 0.75 บาท, AOT ปิด 51.75 บาท บวก 0.50 บาท, STA ปิด 35.75 บาท บวก 0.75 บาท, PTT ปิด 31 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ CPALL ปิด 53.75 บาท ลบ 0.50 บาท
บล.ทิสโก้ ระบุว่าหุ้นไทยถูกกดดันทั้งในและต่างประเทศหลายปัจจัยกดดัชนีหลุดระดับ 1,200 จุด แม้จะมีแรงซื้อเข้ามาเพื่อพยุงให้ดัชนีรีบาวน์กลับแต่ไม่สามารถต้านแรงเทขายได้ ซึ่งหากไม่สามารถรีบาวน์กลับขึ้นมาได้ ภายใน 1-2 วันนี้ ตลาดมีโอกาสปรับตัวลงได้ต่อ
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่าการที่หลายประเทศกลับมา Lockdown อีกครั้งช่วงปลายปี 63 อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจปี 64 ซึ่งหากการ Lockdown ดำเนินต่อไปจนถึงช่วง 1H64 จะส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะหากวัคซีน COVID-19 สามารถใช้ได้ช่วง 2H64
ส่งผลให้การกลับมา Lockdown ดังกล่าว ยังเป็นประเด็นที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยรวมเชื่อว่าหุ้นยังได้ Sentiment เชิงบวกจากประเด็น Covid-19 คือ หุ้นถุงมือยาง STGT ส่วนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มน้ำมัน (PTT, PTTEP) แนะนำชะลอการลงทุนช่วงสั้น
ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลรายงานงบการเงินไตรมาส 3 ประเมินว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนมีทิศทางการเติบโตดีขึ้นจากไตรมาส 2 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ได้ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนงวด 3Q63 เติบโตเด่นขึ้นหลายอุตสาหกรรม ดังนี้ กลุ่มหุ้นที่ยังเติบโตได้ดี แบ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตทั้ง QoQ และ YoY คือ กลุ่มเกษตร (อาทิ STA) กลุ่มอิเล็กฯ (อาทิ DELTA, SVI) และกลุ่มที่เติบโตเฉพาะ QoQ ต่อเนื่อง คือ Media, ICT, ท่องเที่ยว และยานยนต์
กลุ่มที่พลิกกลับมาเติบโตเด่น YoY คือ กลุ่มอาหาร (อาทิ TU, CPF), การเงิน (อาทิ MTC), อสังหาฯ (อาทิ AP, ORI, SC) และเหล็ก (อาทิ MCS) ส่วนกลุ่มที่พลิกกลับมาเติบโตเฉพาะ QoQ คือ รับเหมาฯ (อาทิ CK, STEC), ค้าปลีก (อาทิ HMPRO, RS) และโรงพยาบาล (อาทิ BDMS)
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว และหวังว่าจะไม่เปิด Downside ขึ้นมาอีกรอบ!!
อินเด็กซ์ 51