
ผู้สื่อข่าวรายงานตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 มี.ค.63 ว่า ดัชนีพลิกกลับมาปิดในแดนบวกได้สำเร็จ หลังผันผวนขึ้นลงสลับทั้งในแดนบวกและลบตลอดทั้งวัน โดยทันทีที่เปิดตลาดภาคเช้าดัชนีหุ้นไทยรูดลงรวดเดียว 10% หรือลดลง 106.15 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,008.76 จุด ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องนำมาตรการ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” มาใช้อีกครั้ง โดยหยุดพักการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ตั้งแต่เวลา 09.59 น. ก่อนจะกลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งในเวลา 10.29 น.จากนั้นดัชนีได้ไหลรูดลงต่อเนื่องอย่างรุนแรงวูบเดียวลงไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ระดับ 969.08 จุด ลดลง 145.83 จุด
ทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องรีบออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว โดยระบุว่า ได้สั่งให้ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หารืออย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือดัชนีหุ้นที่ดิ่งลงหนัก โดยให้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะห้ามการขายหุ้นล่วงหน้า โดยไม่มีหุ้นในมือ หรือ “ชอร์ตเซล” เพราะเชื่อว่าสาเหตุที่หุ้นไทยลดลงรวดเร็วเป็นร้อยจุดเกิดจากการชอร์ตเซล รวมถึงหาวิธีรับมือการถูกบังคับขายหุ้น “ฟอร์ซเซล” ของนักลงทุนที่ใช้บัญชีมาร์จิ้นหรือบัญชีสินเชื่อเพื่อซื้อขายหุ้น รวมทั้งเตรียมจะเสนอนายกรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อเดินหน้าการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นในวันที่ 16 มี.ค.นี้ “รัฐบาลจะเร่งจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น โดยเสนอนายกรัฐมนตรี 16 มี.ค.นี้ โดยหน่วยงานรัฐใส่เงินก้อนหนึ่งและให้เอกชนร่วมลงขันด้วย โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งต้องเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีเงินเพียงพอพยุงราคาหุ้นได้ เพราะตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่พอๆกับมูลค่าจีดีพีประเทศที่ 17 ล้านล้านบาท ดังนั้น กองทุนจะต้องใหญ่กว่าในอดีตที่มีมูลค่า 30,000 ล้านบาท” นายสมคิดกล่าว
หลังนายสมคิดให้สัมภาษณ์ ส่งผลให้มีแรงเข้ามาไล่ซื้อหุ้นพยุงดัชนีรีบาวน์กลับปรับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วจนขึ้นมาอยู่ในแดนบวก แม้หลังจากนั้นจะมีแรงขายสลับออกมา ทำให้ดัชนีขึ้นลงตลอดทั้งวัน แม้ปิดตลาดในแดนบวกได้ 1,128.91 จุด เพิ่มขึ้น 14 จุด หรือ 1.26% มูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 118,964 ล้านบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ได้ออกมาแถลงข่าวด่วนว่า ได้ปรับปรุงเกณฑ์การขายชอร์ต จากเดิมที่กำหนดให้สมาชิกจะขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย ปรับเป็นให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย เท่านั้น เชื่อว่าจะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน โดยจะมีผลใช้บังคับชั่วคราว เริ่มตั้งแต่การซื้อขาย ภาคบ่ายวันที่ 13 มี.ค.เป็นต้นไป และไม่เกิน 30 มิ.ย.63.