
“ภากร” เปิดแผนดันตลาดหุ้นไทยโตเทียบเท่าสิงคโปร์ใน 5 ปีข้างหน้า ปรับกลยุทธ์ใหม่ “สร้างจุดเปลี่ยน-เสริมจุดปรับ-ชูจุดขาย-คงจุดยืน” เดินหน้าเชื่อมโยงการลงทุนอาเซียน ช่วยธุรกิจไทยระดมทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคนใหม่ คนที่ 13 ของตลาดหุ้นไทย ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา กล่าวถึงมุมมองและทิศทางการดำเนินงานภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2566 ว่า จะพยายามให้ขนาดของตลาดหุ้นไทยจะเติบโตได้เทียบเท่ากับตลาดหุ้นสิงคโปร์ จากปัจจุบันที่ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) อยู่ที่ 550,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีมูลค่าอยู่ที่ 850,000 ล้านเหรียญฯ
“หากตลาดหุ้นไทยเติบโตในอัตราเท่าเดิมคือ มีบริษัทเข้าใหม่ (IPO) เฉลี่ยปีละ 40 บริษัท มูลค่าระดมทุน 250,000 ล้านบาท และมีการเพิ่มทุน ของบริษัทอยู่ในตลาด 250,000 ล้านบาท รวม 500,000 ล้านบาท และดัชนีปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% จะเพียงพอผลักดันให้ขนาดของตลาดหุ้นไทยโตได้ ตามเป้าหมาย และมีขนาดเทียบเท่ากับตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้ใน 5 ปีข้างหน้า”
นายภากร กล่าวต่อว่า กลยุทธ์จะมุ่งพัฒนาตลาดทุนด้วยปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ให้ภาคเศรษฐกิจของประเทศใช้ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการทำงานภายใต้ทิศทาง “Creating Partnership Platform to Drive Inclusive Growth” สร้างแพลตฟอร์มครบวงจรเชื่อมทุกภาคส่วนให้เติบโตด้วยการ “สร้างจุดเปลี่ยน-เสริมจุดปรับ-ชูจุดขาย-คงจุดยืน”
โดยการ “สร้างจุดเปลี่ยน” จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของตลาดแบบครบวงจร โดยนำข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) มาวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดการบริการที่ดีเหมาะสมกับลูกค้า “เสริมจุดปรับ” คือการปรับปรุงและเตรียมพร้อมบุคลากรของเราในการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งปฏิรูปกฎเกณฑ์และขั้นตอนการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดอุปสรรคในการทำธุรกิจและการลงทุน ส่วน “ชูจุดแข็ง” คือการสร้างตำแหน่งให้ตลาดทุนไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยเป็น Market of Well being ในเวทีโลก มีหุ้นที่มีธุรกิจที่มีมาตรฐานระดับเวิลด์คลาส ซึ่งมีอยู่แล้วในหลายกลุ่ม รวมทั้งเชื่อมโยงการระดมทุนและการลงทุนของตลาดทุนไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงการลงทุนในอาเซียน และ “คงจุดยืน” ในการส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในทุก มิติ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใหม่ทั้งเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ เติบโตผ่านการใช้ตลาดทุนไทย
สำหรับภาพรวมการลงทุน นายภากร กล่าวว่า ปัจจัยในประเทศมีความแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยยังดีต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงจากภายนอกที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่.