
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 23 ส.ค.60 ปิดที่ 1,573.38 จุด เพิ่มขึ้น 0.19 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 35,734.12 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,033.02 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด SCB ปิด 144.50 บาท บวก 1 บาท, CPALL ปิด 61.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง, KBANK ปิด 197.50 บาท บวก 3 บาท, TOP ปิด 90.75 บาท บวก 0.25 บาท และ AOT ปิด 52 บาท บวก 0.50 บาท
บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าหุ้นไทยได้ปัจจัยหนุนจากการประกาศตัวเลข GDP ปี 60 ของสภาพัฒน์ฯที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.5–4.0% จากเดิม 3.3–3.8% หลังการรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 3.7% จากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีต่อเนื่อง ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกและบริการขยายตัวเร่งขึ้น
ขณะที่การประชุม ครม.อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี โครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง
ส่วนปัจจัยลบต่อตลาดคือปัญหาการเมืองสหรัฐฯ หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ยุบสภาที่ปรึกษา 2 คณะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการออกมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ รวมถึงกังวลความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี หลังสหรัฐฯ
และเกาหลีใต้ร่วมซ้อมรบเป็นเวลา 10 วัน และ Fund Flow ต่างชาติที่ขายสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ส.ค.กว่า 4.6 พันล้านบาท
ขณะที่ต้องจับตาการประชุมเศรษฐกิจประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 24-26 ส.ค.นี้ ซึ่งมีผู้ว่าการธนาคาร รมว.คลัง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญทั้งในสหรัฐฯและประเทศต่างๆทั่วโลก
ส่วนวันที่ 25 ส.ค.นี้ จับตาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และคดีข้าวจีทูจี
แนะเลือกซื้อสะสมหุ้น Selective Buy ได้แก่ กลุ่มโรงกลั่น PTTGC และ IRPC ที่ได้อานิสงส์จากค่าการกลั่นทรงตัวระดับสูง รวมถึง PDI
ที่ได้รับผลบวกจากราคาสังกะสีสูงสุดในรอบ 9 ปี!!
อินเด็กซ์ 51