วิกฤต Binance ทดสอบมากกว่าความปลอดภัย ตามรอยเงิน รับผิดชอบผู้ใช้ พิสูจน์ใจพันธมิตร

Experts pool

Columnist

Tag

วิกฤต Binance ทดสอบมากกว่าความปลอดภัย ตามรอยเงิน รับผิดชอบผู้ใช้ พิสูจน์ใจพันธมิตร

Date Time: 7 พ.ย. 2569 12:19 น.

Video

ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อวัน! หนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหดขนาดนี้ทำไมคนไทยยังกู้ I Money Issue

“Summary“

Binance ถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 6,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ผ่านบล็อกเชน 10 เครือข่าย

  • FBI ชี้กลุ่ม TraderTraitor ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้
  • Binance สามารถอายัดสินทรัพย์ได้ราว 3,000 ล้านดอลลาร์ และประกาศรับผิดชอบความเสียหายด้วยการนำเงินสำรองมาทดแทนให้ผู้ใช้งานเกือบทั้งหมด
  • ตลาดคริปโตตอบสนองเชิงลบด้วยการปรับตัวลดลงของราคา Bitcoin และเหรียญอื่นๆ พร้อมการล้างสถานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์
  • Binance TH ยืนยันความปลอดภัยของสินทรัพย์ลูกค้าในไทย เนื่องจากใช้ระบบจัดเก็บแยกจาก Binance Global และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความปลอดภัย

Latest


ช่วงค่ำวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสากล เงินดิจิทัลมูลค่าราว 6,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกโอนออกจากกระเป๋าของ Binance ผ่านบล็อกเชนถึง 10 เครือข่าย โดยธุรกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 20 นาที ตัวเลขจาก TRM Labs ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นการโจรกรรมคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึก และใหญ่กว่ากรณี Bybit ในปี 2025 ถึงราวสี่เท่า

ความเสียหายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะตั้งคำถามโดยตรงถึงระบบดูแลสินทรัพย์ของผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่ากลุ่ม TraderTraitor ซึ่งเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการโจมตี สอดคล้องกับการประเมินของบริษัทวิเคราะห์ธุรกรรมบล็อกเชน

ตลาดตอบสนองทันที Bitcoin ลดลงราว 4.5% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ข่าวแพร่กระจาย ขณะที่ Ethereum และ BNB ปรับตัวลงแรงกว่า และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถูกล้างสถานะรวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ทำให้เห็นภาพที่น่าสนใจสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ เทคโนโลยีที่เปิดให้ติดตามร่องรอยเงินได้ การรับผิดชอบของผู้ให้บริการในยามวิกฤต และความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่พิสูจน์คุณค่ากันในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน

บล็อกเชนโปร่งใสกว่าที่หลายคนคิด เงินถูกขโมยได้ แต่ร่องรอยไม่หายไป

คนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่าเมื่อคริปโตถูกโอนออกไป เงินก้อนนั้นจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ความจริงกลับต่างออกไป ธุรกรรมบน Public Blockchain อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ถูกบันทึกให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ แม้ที่อยู่กระเป๋าจะไม่บอกชื่อเจ้าของโดยตรงแต่การเคลื่อนไหวของเงินสามารถถูกเชื่อมโยงและวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากศูนย์ซื้อ ขายและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้

ในเหตุการณ์นี้ TRM Labs สามารถติดตามเส้นทางการโอนเงินข้ามเครือข่ายได้อย่างละเอียด ตัวอย่างหนึ่งคือการโอน USDT ประมาณ 612.7 ล้านเหรียญจากกระเป๋าบนเครือข่าย Tron ภายในเวลาเพียงสองนาที เมื่อร่องรอยปรากฏบนเครือข่าย ผู้วิเคราะห์ธุรกรรม ผู้ออกเหรียญ และพันธมิตรจึงสามารถประสานงานกันได้รวดเร็ว โดย Binance ระบุว่าอายัดสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องได้แล้วราว 3,000 ล้านดอลลาร์

หัวใจของการอายัดส่วนหนึ่งอยู่ที่ Stablecoin อย่าง USDT และ USDC ซึ่งผู้ออกเหรียญมีอำนาจทางเทคนิคในการระงับเหรียญที่อยู่ในกระเป๋าต้องสงสัยภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าคริปโตทุกชนิดจะทำเช่นนั้นได้ Bitcoin ไม่มีผู้ออกเหรียญส่วนกลางที่จะสั่งหยุดธุรกรรมบนเครือข่าย และที่สำคัญ การอายัดสินทรัพย์ไม่ใช่การนำเงินกลับมาคืนลูกค้าโดยอัตโนมัติ

ธนาคารแบบดั้งเดิมก็มีเครื่องมือติดตามและอายัดธุรกรรมต้องสงสัย เพียงแต่ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ภายในสถาบันการเงิน ขณะที่บล็อกเชนสาธารณะเปิดให้ผู้ตรวจสอบภายนอกเห็นเส้นทางเงินได้โดยไม่ต้องรอฐานข้อมูลของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสไม่ได้ป้องกันการถูกโจมตีโดยลำพัง และ Binance ระบุว่ายังอยู่ระหว่างสอบสวนช่องโหว่ของระบบปฏิบัติงาน หลังพบข้อบ่งชี้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ถูกเจาะและจุดรั่วไหลเพิ่มเติม

ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการไม่เคยมีปัญหา แต่เกิดจากวิธีรับผิดชอบเมื่อเกิดวิกฤต

เมื่อเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกโอนออกไป สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการทราบไม่ใช่เพียงใครเป็นผู้โจมตี แต่คือสินทรัพย์ของตนยังมีหลักประกันหรือไม่ Binance ประกาศว่าจะรับภาระความเสียหายเอง โดยใช้ทรัพยากรของบริษัท รวมถึงกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ SAFU และเงินทุนสำรองอื่นๆ พร้อมกันเงินมากกว่า 6,340 ล้านดอลลาร์ไว้รองรับเหตุการณ์ครั้งนี้

ความคืบหน้าที่บริษัทเปิดเผยเป็นลำดับสะท้อนขนาดของภารกิจดังกล่าว วันที่ 30 ตุลาคม Binance ระบุว่าจัดหาสินทรัพย์ชนิดเดียวกับที่ถูกขโมยมาทดแทนได้ราว 80% ก่อนเพิ่มเป็น 90% ในวันที่ 31 ตุลาคม และประมาณ 95% ตามประกาศวันที่ 1 พฤศจิกายน ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเหรียญที่มีสภาพคล่องต่ำ จึงต้องใช้เวลาในการจัดหาผ่านตลาดและการซื้อขายนอกกระดาน

อีกด้านหนึ่ง Binance ระงับการถอนชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนประกาศทยอยเปิดให้ถอนสินทรัพย์บางเครือข่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ระหว่างเวลา 13.00–16.00 น. ตามเวลาไทย โดยต้องผ่านการตรวจสอบความพร้อมของแต่ละระบบก่อน พร้อมเตรียมเผยแพร่ข้อมูล Proof of Reserves เพื่อให้ผู้ใช้งานตรวจสอบการถือครองสินทรัพย์สำรองที่รองรับยอดบัญชีได้

อย่างไรก็ดี ตัวเลขทดแทนสินทรัพย์ 95% เป็นข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย ณ เวลานั้น ไม่ใช่ผลยืนยันอิสระว่ากระบวนการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ และต้องแยกจากสินทรัพย์ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดหรืออยู่ระหว่างติดตามคืน การตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงยังดำเนินต่อไป ขณะที่ Proof of Reserves ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการตรวจสอบฐานะทางการเงินอย่างครบถ้วน

บทเรียนจึงไม่ใช่การเชื่อว่าระบบใดปลอดภัยสมบูรณ์แบบ แต่คือการดูว่าองค์กรมีเงินสำรองพร้อมใช้ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา คืนการให้บริการอย่างปลอดภัย และยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงหลังสอบสวนหรือไม่ เพราะความโปร่งใสที่แท้จริงต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการไม่เคยมีปัญหา แต่เกิดจากวิธีรับผิดชอบเมื่อเกิดวิกฤต

ท่ามกลางข่าวการโจรกรรม ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจในประเทศไทย เมื่อ Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม กล่าวถึงน้ำใจของ GULF พันธมิตรทางธุรกิจของ Binance ในไทย CZ เล่าย้อนว่าในปี 2023 หลังมีข่าวค่าปรับจากทางการสหรัฐฯ ราว 4,000 ล้านดอลลาร์ GULF เคยติดต่อมาถามว่าต้องการความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องหรือไม่ แม้ Binance จะไม่ได้ต้องการเงินสนับสนุน แต่ข้อเสนอนั้นสร้างความประทับใจ และเมื่อเกิดวิกฤตครั้งล่าสุด GULF ก็ส่งข้อความมาอีกครั้งในทำนองว่า “รู้ว่าคุณรับมือได้ แต่หากต้องการความช่วยเหลือ เรายังอยู่ตรงนี้”

CZ จบข้อความสั้นๆ ว่า “Strong partners show in tough times” หรือพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะปรากฏให้เห็นในเวลาที่ยากลำบากความหมายของประโยคนี้ไม่ได้อยู่ที่มีการโอนเงินช่วยเหลือกันจริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ความพร้อมยื่นมือให้ก่อนจะมีการร้องขอ และโดยไม่ได้เริ่มต้นจากการต่อรองผลประโยชน์

ความร่วมมือระหว่าง GULF กับ Binance มีจุดเริ่มต้นจากการร่วมทุนตั้ง Gulf Binance ในปี 2022 ก่อนเปิดให้บริการ Binance TH ในปี 2024 ภายใต้การกำกับดูแลในประเทศไทย หลังเกิดเหตุ Binance TH ออกแถลงการณ์ว่าสินทรัพย์ลูกค้ายังคงปลอดภัย เพราะระบบเก็บรักษาสินทรัพย์และ Cold Wallet แยกจาก Binance Global พร้อมระงับการฝากและถอนคริปโตชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของพันธมิตรทางธุรกิจไม่ได้วัดกันเพียงในวันที่ธุรกิจเติบโตหรือสร้างผลกำไร แต่จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในวันที่องค์กรต้องเผชิญกับวิกฤต เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายถึงการร่วมมือกันเฉพาะช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ แต่รวมถึงความไว้วางใจและความพร้อมที่จะช่วยเหลือกันเมื่อเกิดปัญหา แม้วิกฤตครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นว่า Blockchain และระบบการเงินดิจิทัลยังมีความเสี่ยง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ควบคู่กับความรับผิดชอบขององค์กรและความร่วมมือจากพันธมิตร เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีอาจช่วยติดตามเงินที่ถูกขโมยไปได้ แต่ความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว และช่วงเวลาที่ยากลำบากต่างหากที่เป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของพันธมิตรทางธุรกิจที่แท้จริง





Author

ดร.กร พูนศิริวงศ์

ดร.กร พูนศิริวงศ์
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด