รัฐบาลโหมโรง “เปลี่ยนผ่านพลังงาน”

Experts pool

Columnist

Tag

รัฐบาลโหมโรง “เปลี่ยนผ่านพลังงาน”

Date Time: 6 พ.ย. 2569 20:17 น.

Video

ยุคนี้เงินหายากแค่ไหน? แล้วคนตัวเล็กอย่างเรา จะเริ่ม "เงินต่อเงิน" ยังไงดี? | Money Issue

“Summary“

รัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณ 200,000 ล้านบาท ดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2570

  • โครงการโซลาร์ประชาชนสนับสนุนงบครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
  • มาตรการรถเก่าแลกใหม่และลดภาษีน้ำมัน B20/E20 มุ่งกระตุ้นตลาดรถยนต์และยกระดับราคาสินค้าเกษตร เช่น อ้อย ปาล์ม และมันสำปะหลัง
  • ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV-REEV เป็น 35% เพื่อจูงใจให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
  • กระทรวงการคลังเน้นย้ำว่าทุกมาตรการผ่านการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ประชาชนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ

Latest


ในช่วงนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คู่หูกุนซือด้านเศรษฐกิจ กำลัง “โหมโรง” นโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ไปสู่พลังงานสะอาด แบบยิงนกนัดเดียว แต่ได้นกหลายตัว

ทั้งประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐ ไม่ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ประชาชนจ่ายค่าไฟ-ค่าน้ำมันลดลง ช่วยลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกระทรวงการคลัง ได้คำนวณไว้แล้วว่า “คุ้มค่า” ในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ ต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ในส่วนวงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่ต้องเร่งใช้ภายในเดือนธ.ค. 2570 แบบกู้ตามการใช้จริง ไม่มีกู้มาไว้กอง

โดยเริ่มจากโครงการโซลาร์ประชาชน, รถเก่าแลกใหม่ “กระบะ-มอเตอร์ไซค์”ไฟฟ้า, ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B20 และน้ำมันเบนซิน B20 และการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์EV-REEV 35%

โซลาร์ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน

เปลี่ยนหลังคาบ้านประชาชน 1 ล้านครัวเรือน เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้เงินกู้ 50,000 ล้านบาท หรือครัวเรือนละ 50,000 บาท ประชาชนจะติดตั้งบนหลังคาบ้าน ที่ดินว่างเปล่า หรือสระน้ำ หนองน้ำได้หมด แต่ต้องลงทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก่อน เพื่อรับสิทธิก่อนอันดับแรก

จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกผู้รับเหมาตามรายชื่อที่กฟน.และกฟภ.รับรองเท่านั้น เมื่อเลือกแล้วผู้รับเหมาจะไปสำรวจพื้นที่ว่ามีความพร้อมรองรับการติดตั้งได้หรือไม่ โดยเฉพาะความแข็งแรงของหลังคาว่ารองรับน้ำหนักแผงโซลาร์ได้หรือไม่

หากติดตั้งครบ 1 ล้านครัวเรือนละ 5 กิโลวัตต์ จะทำให้ประเทศไทย มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 5,000 เมกะวัตต์ ช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และลดค่าใช้ประชาชนได้ปีละ 25,000 ล้านบาท

สำหรับประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์นั้น ขอย้ำว่า ต้องมีค่าไฟเดือนละ 3,000 บาทขึ้นไปถึงจะคุ้มค่า ช่วงกลางวันมีคนอยู่บ้านใช้ไฟ

แต่ถ้าใช้ไฟต่ำกว่า 3,000 บาทไม่แนะนำ แม้จะขายไฟคืนให้กับรัฐก็ตาม เพราะรัฐออกให้ 50,000 บาท แต่ที่เหลืออีก 140,000 บาท เป็นเงินของประชาชนเอง ถ้าไม่มีเงิน ต้องกู้เงิน ซึ่งคือการเป็น “หนี้”

ข้อแนะนำ ประชาชนที่คิดจะติดตั้ง ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ...

รถเก่าแลกใหม่ “กระบะ-มอเตอร์ไซค์” ไฟฟ้า

กรมสรรพสามิต เสนอโครงการรถยนต์เก่าแลกรถกระบะใหม่ที่ใช้น้ำมันดีเซล B20 หรือ E20 และรถมอเตอร์ไซค์เก่าแลกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (อีวี) ใช้เงินกู้ราว 10,000-20,000 ล้านบาท อุดหนุนรถยนต์คันใหม่คันละ 40,000 บาท ส่วนมอเตอร์ไซค์อีวี แล้วแต่ขนาดรถ

มาตรการนี้เพื่อกระตุ้นตลาดรถกระบะที่ซบเซามาระยะหนึ่ง เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ การหันมาใช้รถใหม่ที่เติมน้ำมัน B20 และ E20 ช่วยลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดค่าใช้จ่ายประชาชน เพราะน้ำมันดังกล่าวถูกกว่าน้ำมันปกติ 9-10 บาทต่อลิตร

อีกทั้งยังส่งให้สินค้าเกษตร ทั้งอ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ราคาขยับขึ้น เป็นผลดีต่อเกษตรกรชาวไทย

แต่เงื่อนไขการนำรถเก่าแลกรถใหม่ยังไม่สะเด็ดน้ำทั้งหมด นอกจากรถเก่านั้น ต้องผลิตก่อนปี 2555 ไม่เป็นซากรถ ยังใช้งานได้อยู่ เสียภาษีครบ ไม่ติดภาระผูกพัน เมื่อนำไปแลกแล้วรถคันเก่า จะถูกนำไปกำจัดซากทันที

โดยมาตรการดังกล่าว รอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติก่อน คาดว่าจะเสนอได้ก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้กลับมาคึกคัก...

ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20-E20

ลดภาษีน้ำมัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เพราะราคาน้ำมันดีเซล B20 และน้ำมันเบนซิน E20 จะลดลงทันที 5-6 บาท ทำให้ราคาหน้าปั๊มต่างกันเกือบ 10 บาทต่อลิตร เพราะจากเดิมราคาแตกต่างกันอยู่แล้ว 3-5 บาทต่อลิตร

แต่เพราะว่ารัฐบาลต้องการจูงใจให้ผู้ใช้รถหันมาเติม B20 และ E20 เพิ่ม นอกจากเติมน้ำมันแบบสบายเงินในกระเป๋าสตางค์แล้ว ยังลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าเกษตร อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย ถือว่ายิงนกตัวเดียว ได้นกหลายตัว

แม้ว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากการลดภาษี 15,000 ล้านบาทเป็นเวลา 3 เดือน (28 ต.ค.2569 - 27 ม.ค.2570) แต่เมื่อคำนวณแล้ว รัฐบาลบอกว่า “คุ้มค่า” ก็ต้องมาลุ้นกัน... คุ้มค่าหลาย “เด้ง” จริงหรือไม่

ขยับอัตราภาษีรถ EV-REEV 35% ใครได้ใครเสีย

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า EV-REEV จาก 10% เป็น 35% โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า ไม่ได้เอาใจค่ายรถยนต์รายใดรายหนึ่ง แต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์และดึงดูดให้ค่ายรถยนต์รายใหม่เข้ามาลงทุน และรายเก่าขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม หวังรักษาการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค หรือ ดีทรอยต์แห่งเอเชีย

“การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และค่ายรถยนต์มาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ผ่านมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ถือว่าประสบความสำเร็จ

เพราะขณะนี้ยอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มีโรงงานผลิตรถยนต์มาตั้งในไทยแล้ว 8 โรงงาน ดังนั้นการปรับขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าทั้งคัน เชื่อว่าจะมีค่ายรถยนต์หันมาตั้งโรงงานแห่งที่ 9 และที่ 10 ในประเทศไทยเร็วๆ นี้” ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวย้ำๆซ้ำๆ

ส่วนขั้นตอนต่อไป กรมสรรพสามิต จะต้องไปกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ซึ่งอาจจะมี 4 อัตราภาษีเป็นขั้นบันได ตั้งแต่อัตรา 2% ต้องมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย

อัตรา 15% มีจำนวนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยกี่ชิ้นส่วน และ 25% มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยกี่ชิ้น และ 35% นำเข้าทั้งคัน ซึ่งต้องให้เวลาค่ายรถยนต์เตรียมตัว เตรียมความพร้อม วางแผนการลงทุนในประเทศไทย คาดว่าจะใช้เวลาราว 3 ปี

ส่วนใครจะได้ใครจะเสีย? จะมีการดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส คุ้มค่า และมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ต้องเฝ้าติดตาม ช่วยกันสอดส่องตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

ดวงพร อุดมทิพย์

ดวงพร อุดมทิพย์
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ