
ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากมักประสบปัญหาการบริหารทรัพย์สินที่ไม่มีระบบและพึ่งพาความจำของคนเพียงคนเดียว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเมื่อครอบครัวขยายตัวหรือมีการเปลี่ยนผ่านรุ่น
ในธุรกิจครอบครัวไทย ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจาก Portfolio หุ้นหรือกองทุน แต่เริ่มจากธุรกิจที่ครอบครัวสร้างขึ้นเอง บริษัทมีงบการเงิน มีฝ่ายบัญชี และรู้ว่าบริษัทเป็นเจ้าของอะไรบ้าง แต่เมื่อถามกลับมาที่ครอบครัว หลายบ้านกลับไม่มีรายการทรัพย์สินรวมของครอบครัวที่ตอบได้ว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ในชื่อใคร หุ้นบริษัทถือผ่านใคร เงินก้อนไหนเป็นของบริษัท เงินก้อนไหนเป็นของบ้าน และลูกคนไหนได้รับอะไรไปแล้ว?
ข้อมูลเหล่านี้ในบ้านกงสีจำนวนมากไม่ได้อยู่ในระบบ แต่อยู่ในความจำของคนคนเดียว ตราบใดที่คนคนนั้นยังอยู่ ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อครอบครัวขยาย แต่ระบบไม่ขยายตาม จากพี่น้องสามคนที่โตมาบ้านเดียวกัน กลายเป็นลูกพี่ลูกน้องสิบกว่าคนที่อยู่คนละบ้าน ทำคนละอาชีพ รับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน และให้ความหมายกับคำว่า “ยุติธรรม” ไม่เหมือนกัน คำถามของครอบครัวจึงไม่ได้มีแค่ว่าใครจะรับช่วงธุรกิจ แต่รวมถึงว่า ใครมีสิทธิตัดสินใจเรื่องไหน และถ้าคนที่รู้ทุกอย่างไม่อยู่ในวันพรุ่งนี้ ใครจะรู้ข้อมูลทั้งหมดแทน?
จากประสบการณ์กว่า 10 ปีในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว และการทำงานกับธุรกิจครอบครัวมากกว่า 50 ธุรกิจ ผม ธีรภาพ อัญญานุภาพ อยากแก้ความเข้าใจผิดหนึ่งเรื่องในบทความนี้ คือความเชื่อที่ว่า “Family Office เป็นเรื่องของเจ้าสัวระดับหมื่นล้านเท่านั้น” ในความเป็นจริง ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากมี Family Office อยู่แล้วโดยไม่เคยเรียกชื่อนี้ เพียงแต่ยังไม่ได้จัดให้เป็นระบบ และนี่คือจุดที่ “สำนักงานครอบครัว” หรือ Family Office เริ่มมีความหมายต่อความมั่งคั่งของกงสี
Family Office คือองค์กรหรือทีมที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลความมั่งคั่งและเรื่องการเงินของครอบครัวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การลงทุน บัญชีและรายงาน ภาษี กฎหมาย โครงสร้างการถือหุ้น การส่งต่อทรัพย์สิน ไปจนถึง Family Governance และการเตรียมคนรุ่นถัดไป Family Office จึงไม่ได้เป็นเพียง “ทีมบริหาร Portfolio ของคนรวย”
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย Deloitte Private ประเมินว่าในปี 2024 ทั่วโลกมี Single Family Office ประมาณ 8,030 แห่ง ดูแลทรัพย์สินรวมราว 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2030 จะเพิ่มเป็นประมาณ 10,720 แห่ง ดูแลทรัพย์สินราว 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะเติบโตเร็วกว่าอเมริกาเหนือ
Family Office มักเริ่มต้นเมื่อครอบครัวนำกำไรจากธุรกิจหลักไปลงทุนนอกธุรกิจ (Wealth Expansion ในบทความ “6 สูตรลับธุรกิจครอบครัว”) หรือเมื่อขายหุ้นหรือขายกิจการ จนทรัพย์สินนอกธุรกิจซับซ้อนเกินกว่าที่ทีมในบริษัทจะดูแลได้
หน้าที่หลักของ Family Office คือการแยกสิ่งที่บ้านกงสีแบบดั้งเดิมเคยรวมไว้ด้วยกัน ได้แก่ แยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหาร และแยกเงินธุรกิจออกจากเงินครอบครัว บริษัทรู้ว่าบริษัทมีเงินเท่าไร ครอบครัวก็ควรรู้เช่นกันว่าครอบครัวมีความมั่งคั่งเท่าไร อยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าของ และมีวัตถุประสงค์อะไร
Family Office ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตั้งบริษัทใหม่ที่มีทีมลงทุนเต็มรูปแบบ ครอบครัวเริ่มได้จากการจัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่ แล้วค่อยเพิ่มระดับ ผมแบ่ง Family Office เป็น 3 ระดับ ตามความซับซ้อนของทรัพย์สิน จำนวนสมาชิกครอบครัว และมูลค่าความมั่งคั่ง และอีก 1 ทางเลือกที่ใช้แทนระดับที่ 3 ได้
รูปแบบที่ 1: Family Office ภายในบริษัท (Embedded Family Office)
ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอยู่ในระดับนี้โดยไม่เคยเรียกว่า Family Office ไม่มีบริษัทแยก มีเพียง CFO ฝ่ายบัญชี เลขานุการผู้บริหาร หรือ “ลูกหม้อ” ที่เจ้าของไว้ใจ ดูแลเรื่องส่วนตัวของครอบครัวควบคู่กับงานบริษัท เช่น ค่าใช้จ่าย สวัสดิการครอบครัว หรือการเก็บโฉนดและเอกสารสำคัญ
ข้อดีคือแทบไม่มีต้นทุนเพิ่ม และเจ้าของทำงานกับคนที่ไว้ใจอยู่แล้ว แต่ข้อเสียก็เกิดจากเหตุผลเดียวกัน เมื่อพนักงานบริษัทดูแลเรื่องส่วนตัวของผู้ถือหุ้น ขอบเขตระหว่างบริษัทกับครอบครัวจะไม่ชัด ค่าใช้จ่ายส่วนตัวบางรายการผ่านบริษัท และข้อมูลสำคัญอยู่กับพนักงานเพียงหนึ่งหรือสองคน ปัญหาเหล่านี้จะเห็นชัดเมื่อบริษัทต้องรับนักลงทุน เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือเมื่อคนรุ่นถัดไปถามว่า “บ้านเรามีทรัพย์สินอะไรบ้าง?” แล้วไม่มีเอกสารชิ้นเดียวที่ตอบได้
สำหรับครอบครัวที่ทรัพย์สินนอกธุรกิจยังไม่มาก รูปแบบนี้ไม่ได้ผิด สิ่งที่ต้องเริ่มทำคือ จัดทำรายการทรัพย์สินของครอบครัว แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีครอบครัว และลดการพึ่งพาความจำของคนคนเดียว
รูปแบบที่ 2: Family Office เสมือน (Virtual Family Office)
ครอบครัวใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกหลายราย เช่น Private Bank ดูแลการลงทุน สำนักงานกฎหมายดูแลพินัยกรรมและโครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่ปรึกษาภาษี ผู้สอบบัญชี และบริษัทประกัน สิ่งที่ขาดมักไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่คือคนที่นำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญทุกรายมารวมกัน Virtual Family Office ที่ทำงานได้จึงต้องมีผู้ประสานงานอย่างน้อยหนึ่งคน ทำหน้าที่แทนครอบครัว เห็นข้อมูลทั้งหมด และทำให้ผู้ให้บริการทุกรายทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน ในทางปฏิบัติ หน้าที่นี้มักเป็นของที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวหรือ Family CFO
ข้อดีคือครอบครัวได้ความเชี่ยวชาญหลายด้านโดยไม่ต้องรับภาระ Fixed Cost ของทีมเต็มเวลา ข้อควรระวังคือถ้าธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้แนะนำการลงทุน ผู้แนะนำอาจมีผลิตภัณฑ์หรือผลตอบแทนของตัวเองอยู่ด้วย จากที่ผมเห็นในงานจริง ครอบครัวที่มีความมั่งคั่งหลายร้อยล้านบาทเริ่มพิจารณารูปแบบนี้ได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงระดับพันล้าน
รูปแบบที่ 3: สำนักงานครอบครัวเดี่ยว (Single Family Office)
รูปแบบนี้คือ Family Office ที่เป็นทางการ มีองค์กรแยกออกจากธุรกิจ มีทีมงานเต็มเวลา และทำงานให้ครอบครัวเดียว โครงสร้างขั้นต่ำประกอบด้วยหัวหน้าสำนักงานหรือ Family CEO / CFO ผู้รับผิดชอบการลงทุน ผู้ดูแลบัญชี (Controller) และฝ่ายปฏิบัติการ และใช้ที่ปรึกษาภายนอกเสริม
จุดที่ต่างจาก Virtual Family Office คือทีมงานได้รับเงินเดือนจากครอบครัว และทำงานในฐานะตัวแทนเจ้าของเงิน ไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ให้ครอบครัว เมื่อมีขนาดมากพอ Single Family Office สามารถกำหนดนโยบายการลงทุน (Investment Policy) ตั้งคณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) จัดทำรายการทรัพย์สินรวมทุกบัญชี และบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงในระดับทั้งครอบครัว
การตั้ง Single Family Office จึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เรารวยพอหรือยัง” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ครอบครัวเราต้องมีหน่วยงานกลางที่ดูแลทรัพย์สินของทุกคนหรือยัง?” จากที่ผมเห็น ความมั่งคั่งตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เป็นระดับที่ Single Family Office เริ่มคุ้มค่ากับต้นทุน
รูปแบบที่ 3+1: สำนักงานครอบครัวร่วม (Multi-Family Office)
Multi-Family Office คือการที่หลายครอบครัวใช้ทีมงานและระบบชุดเดียวกัน แล้วแบ่งต้นทุนร่วมกัน รูปแบบนี้ไม่ใช่ระดับถัดจาก Single Family Office แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้แทนกันได้ ข้อดีคือได้ทีมที่มีประสบการณ์สูงกว่าการจ้างเอง และเห็นปัญหาการสืบทอด Family Governance และการลงทุนจากหลายครอบครัว
ข้อควรระวังคือทีมไม่ได้ทำงานให้ครอบครัวเราเพียงครอบครัวเดียว คำถามที่ครอบครัวต้องถามจึงไม่ใช่แค่ “เขาคิดค่าบริการเราเท่าไร?” แต่ต้องถามด้วยว่า “เขาได้รายได้จากใครบ้าง?”
ไม่ว่าอยู่ระดับไหน Family Office จะทำงานได้เมื่อครอบครัวตกลงกติกาไว้ก่อน ว่าใครมีสิทธิตัดสินใจลงทุน รับความเสี่ยงได้แค่ไหน ใครเข้าถึงข้อมูลทรัพย์สินได้ และทรัพย์กงสีแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์อะไร ซึ่งกำหนดได้ใน “ธรรมนูญครอบครัว” ถ้าไม่มีกติกาเหล่านี้ Family Office ทุกระดับจะกลายเป็นทีมงานที่รับคำสั่งจากคนคนเดียวเหมือนเดิม
Family Office คือการเปลี่ยนการดูแลเงินของครอบครัว จากการพึ่งคนไปเป็นการพึ่งโครงสร้าง จากคนเป็นระบบ จากความจำเป็นข้อมูล และจากข้อตกลงด้วยวาจาเป็นกระบวนการที่ทุกคนรู้กติกา ครอบครัวไม่ต้องเริ่มที่ระดับสูงสุด แต่ต้องรู้ว่าวันนี้บ้านเราอยู่ระดับไหน
“ธุรกิจครอบครัวเริ่มต้นได้ด้วยคนเก่งเพียงคนเดียว แต่การรักษาความมั่งคั่งให้ผ่านหลายรุ่น ต้องใช้ระบบที่ไม่ต้องพึ่งคนคนเดียว”
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี" ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney