
สำนักงาน กขค. สั่งห้ามแพลตฟอร์มดิจิทัล 6 ราย ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop, Grab, Line Man และ Bolt ขึ้นค่าธรรมเนียมทุกประเภทเป็นเวลา 6 เดือน (27 ส.ค. 2569 - 27 ก.พ. 2570)
ในยุคที่ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” กลายเป็นประตูสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค การอยู่รอดของผู้ประกอบการ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า “รับภาระต้นทุนบนแพลตฟอร์มไหวหรือไม่”
หลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ จนทำให้การแข่งขันไม่สมดุล ไม่เป็นธรรม รายเล็กเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ และตกที่นั่ง “ขายมาก แต่กำไรน้อย หรือขาดทุน”
จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) พบว่า แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) รายใหญ่ อย่าง Shopee ปรับค่าธรรมเนียมแล้วถึง 10 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นการปรับเพิ่มรวม 433% ขณะที่ Lazada ปรับขึ้นแล้ว 7 ครั้ง รวม 367%
ส่วนแพลตฟอร์มให้บริการเรียกรถรับ-ส่งคน/สิ่งของและอาหาร (Ride-Hailing) ทั้ง 3 รายใหญ่ที่ครองตลาด ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรวมแล้ว 8 ครั้ง ในช่วงเดือน เม.ย.-ส.ค.2569
ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมาก ร้องเรียนต่อกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหา ก่อนจะไปไม่รอด
ข้อมูลของ สำนักงาน กขค. ช่วง 3 ปี (ปี 2566-2568) มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลรวม 89 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการใช้ “อำนาจเหนือตลาด” บังคับเก็บค่าธรรมเนียม กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม จำกัดทางเลือกด้านการขนส่ง บังคับใช้ระบบงานพ่วง (Batching) บังคับเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ขณะที่ปี 2569 ช่วงเดือน ม.ค. ถึงวันที่ 7 ต.ค. มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้ว 37 เรื่อง จากทั้งหมด 100 เรื่อง โดยแบ่งเป็น E-Commerce 25 เรื่อง และ Ride-Hailing อีก 12 เรื่อง
ปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ต้องลงมาบัญชาการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ฟื้นฟูการแข่งขันเสรี และวางกติกาที่ทำให้แพลตฟอร์มและผู้ประกอบการทุกขนาด สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สนามแข่งขันเดียวกัน
สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว “ศุภจี” ได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ฯลฯ หลายครั้ง ก่อนจะเคาะมาตรการแก้ปัญหาออกมาอย่างต่อเนื่อง
มาตรการแรกที่ถูกหยิบมาใช้ คือ การใช้อำนาจตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ของสำนักงาน กขค. สั่ง “ห้าม” แพลตฟอร์มดิจิทัลทั้ง E-Commerce และ Ride-Hailing ขึ้นค่าธรรมเนียมทุกประเภท รวมถึงค่า GP เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มวันที่ 27 ส.ค.2569 - 27 ก.พ.2570
โดยแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวมีทั้งหมด 6 ราย ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop, Grab, Line Man และ Bolt ซึ่งระหว่างนี้ ทุกรายต้องส่งรายละเอียดโครงสร้างค่าธรรมเนียม ค่า GP ตลอดจนผลประโยชน์อื่นที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ ให้ กขค.พิจารณาความเหมาะสมด้วย
พร้อมกันนี้ กขค.ยังเปิดรับฟังความเห็นต่อร่างประกาศ กขค. เรื่อง การกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการเรียกรถขนส่งสาธารณะ (Ride-Hailing) และประเภทบริการจัดส่งตามอุปสงค์ (On-demand Delivery) พ.ศ. ... จนถึงวันที่ 19 พ.ย.2569 คาดจะประกาศใช้ภายในเดือน ธ.ค.2569
หากประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และมีอำนาจเหนือตลาด ต้องแจ้งรายละเอียดโครงสร้างค่าบริการ ค่า GP ค่าธรรมเนียม ส่วนแบ่งรายได้ รวมถึงองค์ประกอบด้านต้นทุนที่ใช้คำนวณค่าบริการต่อสำนักงาน กขค.ก่อนปรับขึ้นทุกครั้ง เพื่อให้การเรียกเก็บค่าบริการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ต่อมาคือ การเจรจาให้แพลตฟอร์ม “ยอมปรับลดค่าธรรมเนียม” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย!!
เพราะการหารือกันหลายครั้ง มี 2 รายยอมลดลงแล้ว ยังเหลืออีก 1 รายที่ไม่ยอม กระทรวงพาณิชย์ จึงยื่นคำขาด จะใช้ “มาตรการทางสังคม” กดดัน และในที่สุด ก็สามารถกดดันได้จนสำเร็จ
เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2569 แพลตฟอร์ม E-Commerce 3 รายใหญ่ ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้ประกาศลดค่าธรรมเนียมแล้ว หลังจากปีนี้ได้ปรับขึ้นแล้ว 3 ครั้ง โดยจะกลับเก็บอัตราเดียวกับเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ก่อนปรับขึ้น มีผลวันที่ 1 ธ.ค.2569-31 พ.ค.2570 คาดว่า จะลดภาระให้ SMEs ได้รวม 1,930 ล้านบาท
แม้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงนี้ เป็นเพียง “ค่าธรรมเนียมภาคบังคับ” ที่ประกอบด้วย
1.Commission/GP (ขายของผ่านแพลตฟอร์ม)
2.ค่าโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fee/Platform/Growth (ค่าใช้ระบบ/เครื่องมือ) และ
3. Transaction/Payment (รับเงินผ่านระบบ) ที่เป็นเหมือน “ค่าผ่านทาง” ถ้าผู้ค้ารายใดไม่จ่าย ก็จะไม่ได้ขายของบนแพลตฟอร์ม
ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นๆ แบบสมัครใจ ทั้ง Promotion/Campaign (ลดราคาเรียกลูกค้า), Advertising/Visibility (ให้ลูกค้าเห็นร้าน) ที่ไม่จ่ายจะไม่สามารถแข่งขันได้ รวมถึง Affiliate/Creator ที่จ่ายเพื่อการเติบโต, ค่าขนส่งหรือค่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ปรับลดลงแต่อย่างใด
สำหรับอัตราใหม่ เป็นดังนี้ Shopee อยู่ที่ 8.03-13.91% จากปัจจุบัน 8.03-19.26 % เท่ากับให้ส่วนลดสูงสุด 33.30%, TikTok Shop 11.24-17.66% จาก 13.38-21.94% ให้ส่วนลดสูงสุด 35% และ Lazada 7.50-11.60% จาก 9-17.50% ให้ส่วนลดสูงสุด 42.90% โดยลดค่าธรรมเนียมสินค้าทุกหมวดหมู่ ยกเว้น หมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม การปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้ค้าทุกรายจะได้รับสิทธิ์!!
แต่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ค้าที่จะได้รับส่วนลดครั้งนี้ไว้ด้วย โดยหากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมียอดขายหรือรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี/แพลตฟอร์ม และต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักงานเขต หรือสำนักงานเทศบาล และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น คาดมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 1.02 ล้านราย
และหากเป็นนิติบุคคล ต้องมียอดขาย/รายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาท/ปี/แพลตฟอร์ม และต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดจะมีจำนวน 180,000 ราย รวมแล้วมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 1.2 ล้านราย โดยเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.69 เป็นต้นไป
เพื่อป้องกันคนต่างชาติ หรือสินค้าของต่างชาติได้รับส่วนลดและเข้ามาขายในแพลตฟอร์ม!!
ส่วนกลุ่มแพลตฟอร์มเรียกรถรับส่งคน สิ่งของ และอาหาร จะปรับลดเช่นกันในเร็วๆ นี้!!
ภายหลังสิ้นสุดการลดค่าธรรมเนียมวันที่ 31 พ.ค.2570 แพลตฟอร์มจะใช้ค่าธรรมเนียมอัตราใดนั้น กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า จะใช้ “โครงสร้างค่าธรรมเนียม” ที่จะกำหนดใหม่ ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ.... ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DE) อยู่ระหว่างการยกร่าง มาเป็นตัวกำหนดค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรมมากขึ้น
แม้มาตรการลดค่าธรรมเนียมจะช่วยบรรเทาภาระผู้ประกอบการได้ระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลมองว่า ปัญหาการแข่งขันในโลกดิจิทัลยังมีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้น
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากขึ้น คือ บทบาทของ “อัลกอริทึม” ในการจัดอันดับสินค้าและการมองเห็นบนแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการโดยตรง
ในทางปฏิบัติ ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถใช้งบประมาณซื้อโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า ขณะที่ SME และรายย่อย ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุน อาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันบนแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือหากต้องการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มได้
ล่าสุด “ศุภจี” ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถยกระดับการแข่งขันทางการค้าในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างรอบด้าน
อีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขควบคู่กัน คือ การที่ห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ มักจ่ายค่าสินค้า หรือสินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ให้คู่ค้าที่เป็น SMEs และรายย่อยล่าช้า จนขาดเงินทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ
สำนักงาน กขค. จึงได้ออกประกาศ เรื่อง “การค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)”
และภายใต้ประกาศนี้ กำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต้องชำระค่าสินค้าให้คู่ค้าภาคการค้า ภาคการผลิต และภาคบริการ ภายใน 45 วัน ส่วนภาคเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น ต้องชำระภายใน 30 วัน หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และคุ้มครอง SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้ สะท้อนภาพว่า ภารกิจของ “กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล” เป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการปรับสมดุลอำนาจทางการค้า ให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม ระหว่างธุรกิจรายใหญ่ กับ SMEs และพยายามปลดล็อกทุกอุปสรรคทางการค้าของ SMEs เพื่อให้ยังคงยืนหยัดอยู่รอด และเติบโตได้ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด และไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไร
เชื่อเหลือเกินว่า จะมีมาตรการอื่นๆ ทยอยออกมาอีกอย่างต่อเนื่องแน่นอน!!
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney