
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นจากอุปทานพันธบัตรล้นตลาดและการขาดดุลการคลัง ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้
เดือนตุลาคมนี้ ตลาดการเงินโลกผ่านจุดที่น่าหวาดเสียวที่สุดในรอบหลายปี ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นไปถึง 5.34% ช่วงปลาย ก.ย. ถึงต้น ต.ค. ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 และราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้นผลตอบแทนพันธบัตรย่อลงมาอยู่ราว 5.1% และนักลงทุนก็กลับมารับความเสี่ยง (Risk-on) อีกครั้ง
แต่หากดูให้ลึก การกลับมารอบนี้ไม่ได้ทั่วถึง เงินเลือกไหลเข้าบางสินทรัพย์และบางประเทศเท่านั้น และไทยยังอยู่นอกเส้นทางหลักของเงินทุน ผู้เขียนขอสรุปเป็น 4 ประเด็นสำคัญดังนี้
ปัจจัยที่ดันผลตอบแทนพันธบัตรมาจากอุปทานพันธบัตรที่ล้นตลาด สหรัฐฯ ขาดดุลการคลังราว 6% ของ GDP และบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ก็ออกหุ้นกู้ไปแล้ว 2.3 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อระดมทุนให้งบลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่คาดว่าจะเพิ่มจากราว 8 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 เป็น 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027
ฝั่งเงินเฟ้อยังไม่เอื้อให้ดอกเบี้ยลดลง เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ย. อยู่ที่ 3.7% ต่อปี สูงกว่าตลาดคาด หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 3.75–4.00% ในเดือน ก.ย. ตลาดคาดว่าการประชุมวันที่ 27–28 ต.ค. จะคงดอกเบี้ย แต่ให้น้ำหนักราว 82.8% ว่าจะขึ้นในเดือน ธ.ค. InnovestX คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ 4.00–4.25% และอีก 1 ครั้งในปี 2027 จึงยังคงคาดผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ณ สิ้นปี 2026 ที่ 5.1% และสิ้นปี 2027 ที่ 4.6%
ข้อมูลกระแสเงินโลกของ Bloomberg ถึงวันที่ 20 ต.ค. ระบุว่าทุกกลุ่มสินทรัพย์ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิ แต่โครงสร้างเปลี่ยนไปชัดเจน หุ้นเติบโต (Growth) โดยเฉพาะกลุ่ม AI มีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นราว 2.4 เท่าเป็น 1.40 หมื่นล้านดอลลาร์ สวนทางหุ้นคุณค่า (Value) ที่ลดลงราว 76% เหลือ 7.48 พันล้านดอลลาร์ บ่งชี้นักลงทุนกลับมา Risk-on อีกครั้ง
อีกปลายหนึ่งคือตราสารหนี้ ซึ่งมีเงินไหลเข้า 8.93 หมื่นล้านดอลลาร์ เพราะนักลงทุนมองผลตอบแทนใกล้ 5% เป็นจังหวะล็อกรายได้ระยะยาว (Lock-in Yield) แต่สัญญาณที่ควรระวังคือพันธบัตรระยะยาว (Long Duration) ซึ่งทั้งเดือนมีเงินไหลเข้า 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์ กลับพลิกเป็นไหลออก 1.40 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุดหลังเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจว่าดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดแล้ว
รายงานเสถียรภาพระบบการเงินโลกของ IMF ชี้ว่าความเสี่ยงของหุ้นปัญญาประดิษฐ์ได้ย้ายจากมูลค่าหุ้นไปอยู่ที่หนี้และการระดมทุนแบบหมุนวน (Circular Financing) และคำเตือนนี้ปรากฏเร็วกว่าคาด เมื่อหุ้นปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลกสูญเสียมูลค่ารวมกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว ตลาดเกิดใหม่ที่มีจุดอ่อนเชิงสถาบันก็ถูกลงโทษรุนแรง ดังกรณีอินโดนีเซีย หลัง MSCI ส่งสัญญาณว่าอาจลดสถานะเป็นตลาดเอกเทศ (Standalone) ตลาดหุ้นทรุดหนักที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี
สำหรับไทย ธปท. ประเมินว่าระบบการเงินยังมีเสถียรภาพ แต่ฐานรากของเศรษฐกิจเปราะบาง ไทยพึ่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 60% สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะแข็งแรงลดลง ครัวเรือนราวหนึ่งในสามมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย และหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) มีอัตราผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ล่าสุด กบน. มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซล ทำให้ราคาดีเซลขึ้นสู่ 43.54 บาทต่อลิตร ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมค่าครองชีพและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน
ปัจจัยแรกคือการประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค. ซึ่งน่าจะคงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณเข้มงวด (Hawkish)
ปัจจัยที่สองคือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. ซึ่งเป็นไปได้สูงที่พรรครีพับลิกันของทรัมป์จะแพ้การเลือกตั้ง ทำให้โอกาสในการทำนโยบายสุดโต่งลดลง และเป็นบวกต่อตลาดการเงินระยะสั้น
ปัจจัยที่สามคืองบประมาณปี 2027 ของฝรั่งเศสที่มีมาตรการประหยัดราว 5.4 หมื่นล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลลงเหลือ 5% ของ GDP ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เผชิญการประท้วงทางการเมืองและการขู่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ
ปัจจัยสุดท้ายซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนคือการประชุม APEC ที่เซินเจิ้นวันที่ 18–19 พ.ย. ซึ่งอาจมีการพบกันสามฝ่ายระหว่างทรัมป์ ปูติน และสี จิ้นผิง เพื่อหารืออนาคตยูเครน หากคืบหน้าสู่การหยุดยิงพร้อมข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ–จีน จะนำไปสู่กระแส Risk-on รุนแรง แต่ถ้าไม่คืบหน้า ตลาดก็น่าจะยังพอไปได้
เมื่อปัจจัยโลกเป็นเช่นนี้ InnovestX จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบบาร์เบล (Barbell) คือการถือสินทรัพย์ที่ปลายสองขั้วของความเสี่ยง และหลีกเลี่ยงสินทรัพย์ที่อยู่ตรงกลาง
โดยขั้วรุก ควรเลือกหุ้นที่กำไรเติบโตจริงและเชื่อมกับห่วงโซ่ปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มที่น่าสนใจคืออิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) และหุ้นที่คาดว่ากำไร 3Q26 จะโดดเด่น (KKP PTTEP GLOBAL SCGP KTB)
ขั้วรับ ควรเลือกตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง และหุ้นที่มีกระแสรายได้มั่นคงจากการบริโภคในประเทศ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (CPN CRC) ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างหลังอุทกภัย (HMPRO GLOBAL) กลุ่มการแพทย์ (BCH PR9) และกลุ่มสื่อสาร (TRUE)
ส่วนที่ควรหลีกเลี่ยงคือสินทรัพย์ที่อาจถูกบังคับขายเมื่อภาวะการเงินตึงตัว ได้แก่ พันธบัตรระยะยาวของประเทศหนี้สูง หุ้นปัญญาประดิษฐ์ที่พึ่งเงินกู้ หุ้นกู้ไทยผลตอบแทนสูง และกลุ่มไฟแนนซ์ (MTC SAWAD TIDLOR) ที่ถูกกดดันจากความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือน
ในโลกที่ความเสี่ยงไม่เคยหายไป การหนีตลาดไม่ใช่คำตอบ แต่การวางเงินไว้ผิดที่คือความเสี่ยงที่แพงที่สุด บาร์เบลจึงไม่ใช่การเดิมพันว่าโลกจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับทั้งสองทาง
ขอให้นักลงทุนโชคดี
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney