
อัตราการว่างงานไทยเดือน ส.ค. 2569 แตะระดับ 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน โดยพบการว่างงานเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยกลางคนและวัยสูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดแรงงานไทยกำลังส่งสัญญาณอ่อนแอ โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ 1.2% ในเดือน ส.ค. 2569 สูงสุดในรอบ 26 เดือน ตอกย้ำว่า ปัญหาไม่ได้มีเพียงรายได้ที่ไม่เพียงพอ แต่รวมถึงความมั่นคงในการทำงานที่ลดลงด้วย ทั้งเยาวชนที่หางานยากขึ้นและคนที่เคยมีงานทำแต่กลับตกงาน โดยความเสี่ยงเริ่มกระจายไปถึงแรงงานวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ซึ่งการสูญเสียรายได้อาจกระทบต่อทั้งครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระหนี้และเงินสำรองจำกัด
แม้ในภาพรวมอัตราการว่างงานไทยที่อยู่ในระดับราว 1% ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญรายได้ฟื้นตัวช้าและภาระหนี้สูง เพราะ “มีงานทำ” ไม่ได้หมายถึง “มีรายได้เพียงพอ” โดยเฉพาะเมื่อชั่วโมงทำงานลดลงและค่าจ้างเพิ่มไม่ทันค่าครองชีพ ความเปราะบางจึงอาจซ่อนอยู่แม้ในกลุ่มคนที่ยังมีงานทำ
ตลาดแรงงานไทยตั้งแต่ต้นปี 2569 จึงเผชิญแรงกดดันทั้งจากการตกงานและรายได้ที่เปราะบางของคนที่ยังมีงานทำ บทความนี้ชวนเจาะลึก 4 สัญญาณสะท้อนความเปราะบางตลาดแรงงานไทยผ่านอายุ การศึกษา อุตสาหกรรม และคุณภาพการจ้างงาน เพื่อให้เห็นว่าความเสี่ยงกำลังขยายไปยังแรงงานกลุ่มใด และจะส่งผ่านถึงกำลังซื้อครัวเรือนอย่างไร
แม้แรงงานเยาวชนยังเป็นกลุ่มว่างงานสูงสุดที่ระดับ 5.7% ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นจาก 5.0% ในปี 2568 และยังเร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในเดือน ส.ค. ที่ระดับ 6.9% แต่การว่างงานของแรงงานวัยกลางคนและวัยสูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น โดยแรงงานอายุ 45–54 ปี มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 0.19% ในปี 2568 เป็น 0.48% ในไตรมาส 2/2569 หรือราว 2.5 เท่า ขณะที่แรงงานอายุ 55 ปีขึ้นไปมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 0.08% เป็น 0.27% หรือราว 3.4 เท่า และยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 มากกว่า 2 เท่า
แม้อัตราการว่างงานของแรงงานสองกลุ่มนี้ยังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มแรงงานเยาวชน แต่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านการจ้างงานไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานอีกต่อไป สำหรับแรงงานวัยกลางคนและวัยสูงอายุที่ยังมีภาระดูแลครอบครัวหรือหนี้สิน การสูญเสียรายได้จากการทำงานอาจกระทบทั้งการใช้จ่ายและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระสูงและมีเงินสำรองจำกัด
รูปที่ 1 : อัตราการว่างงานของไทยปรับสูงขึ้นทั้งในกลุ่มเยาวชน วัยกลางคน และวัยสูงอายุ
ในไตรมาส 2/2569 อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากปี 2568 เกือบทุกระดับการศึกษา โดยผู้จบระดับอุดมศึกษายังมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.7% รองลงมาคือระดับอนุปริญญาที่ 1.48% และมัธยมศึกษาตอนปลายที่ 1.04% อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานของทั้งสามกลุ่มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงเล็กน้อย ขณะที่กลุ่มการศึกษาต่ำกว่ามีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่า โดยผู้จบมัธยมศึกษาตอนต้นมีอัตราการว่างงานเพิ่มจาก 0.67% ในปี 2568 เป็น 0.92% ในไตรมาส 2/2569 ส่วนอัตราว่างงานของผู้ไม่มีการศึกษาเพิ่มจาก 0.40% เป็น 0.62% ในช่วงเดียวกัน
แม้อัตราการว่างงานของแรงงานการศึกษาต่ำกว่าไม่สูงเท่ากลุ่มผู้จบอุดมศึกษา แต่การเพิ่มขึ้นที่ชัดเจนสะท้อนว่า ปัญหาการหางานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้จบการศึกษาสูง ตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงกำลังกระทบโอกาสมีงานทำของแรงงานในวงกว้างขึ้น
รูปที่ 2 : อัตราการว่างงานของไทยปรับสูงขึ้นเกือบทุกระดับการศึกษา
เมื่อแยกตามอุตสาหกรรมที่ผู้ว่างงานเคยทำงาน พบว่า ภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 85%YoY ในไตรมาส 1/2569 และ 36%YoY ในไตรมาส 2/2569 จำนวนผู้ว่างงานภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 4.6 หมื่นคน ส่วนภาคบริการมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 42% และ 28% ตามลำดับ แต่มีจำนวนมากกว่าราว 8.6 หมื่นคนในไตรมาส 2 หรือราว 41% ของผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนทั้งหมด
เมื่อพิจารณารายสาขาการผลิต จะพบว่า สาขาที่มีอัตราการว่างงานสูง ไม่ใช่สาขาเดียวกับที่มีจำนวนผู้ว่างงานจำนวนมาก โดยสาขาวัสดุก่อสร้างและโลหะพื้นฐานมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.73% เพิ่มขึ้นจาก 0.49% ในปี 2568 แต่มีผู้ว่างงานประมาณ 7.3 พันคน ขณะที่สาขาค้าส่งค้าปลีกมีอัตราการว่างงานเพียง 0.65% แต่มีผู้ว่างงานถึง 4.6 หมื่นคน หรือ 22% ของผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนทั้งหมด จึงเป็นสาขาที่มีผู้ว่างงานกระจุกตัวมากที่สุด
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกสาขาที่สถานการณ์แย่ลงในไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยสาขาที่มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง ได้แก่ สาขาผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ ก่อสร้าง ขนส่ง และการเงิน ดังนั้น ภาพรวมจึงสะท้อนความแตกต่างระหว่างสาขา ทั้งกลุ่มที่ยังฟื้นตัวได้และกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันด้านการจ้างงานมากขึ้น
นอกจากความเสี่ยงตกงาน คุณภาพการจ้างงานของผู้ที่ยังมีงานทำก็น่าเป็นห่วง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ผู้ทำงานต่ำระดับ (คนที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) เพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน เป็น 8.2 ล้านคน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงาน (คนที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในภาคเกษตร หรือ 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นอกภาคเกษตร) เพิ่มขึ้น 4.9% เป็น 3.3 ล้านคน ประกอบกับชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4% เหลือ 42.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สะท้อนว่า แม้แรงงานจำนวนมากยังมีงานทำ แต่กลับสร้างรายได้ต่ำกว่าศักยภาพในสัดส่วนมากขึ้น
ด้านค่าจ้างก็ส่งสัญญาณอ่อนแรงเช่นกัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ค่าจ้างเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งรวมโบนัสและค่าล่วงเวลา หดตัว 0.4% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานอิสระที่รายได้หดตัวถึง 2.2% ขณะที่ค่าจ้างของแรงงานในระบบยังพอขยายตัวได้ 0.9% สะท้อนการฟื้นตัวที่แตกต่างกันระหว่างแรงงานสองกลุ่ม จนมีลักษณะเป็นรูปตัว K หรือ K-shaped และเมื่อคำนึงถึงค่าครองชีพ ความแตกต่างนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น โดยค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบค่อนข้างทรงตัว แต่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระในไตรมาส 2/2569 กลับต่ำกว่าปี 2567 มากกว่า 10%
รูปที่ 3 : ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบ และแรงงานอิสระฟื้นตัวในลักษณะ K-shaped
ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ตลาดแรงงานไทยยังมีแนวโน้มอ่อนแอ ทั้งจากการว่างงานที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพการจ้างงานที่ถดถอย ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่กำลังหางาน แต่รวมถึงคนที่ยังมีงานทำแต่มีรายได้และเงินสำรองไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแรงงานอิสระและผู้ที่มีภาระหนี้สูง
ขณะเดียวกัน สงครามตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นอีกเป็นความเสี่ยงที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ตลาดแรงงานไทย หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำหรับตลาดแรงงานไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือธุรกิจมีข้อจำกัดในการจ้างงานและปรับขึ้นค่าจ้าง ขณะที่คนทำงานต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น หากรายได้ปรับตามไม่ทัน กำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนจะยิ่งเปราะบาง
โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ “งาน” สร้างรายได้ที่เพียงพอและมั่นคงด้วย ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพราะหากคนไทยยังมีงานทำ แต่กำลังซื้อกลับถดถอยลงเรื่อย ๆ เศรษฐกิจไทยก็ยากที่จะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรง
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney