เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K-shaped คืออะไร?

Experts pool

Columnist

Tag

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K-shaped คืออะไร?

Date Time: 4 ต.ค. 2569 10:02 น.

Video

7 เรื่องควรทำ สำหรับ SME | On The Rise EP.28

“Summary“

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.1-2.2% ในปี 2026-2027 ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้าง สังคมสูงวัย และการขาดนวัตกรรม

  • ธุรกิจขนาดใหญ่ 1% ของประเทศมีรายได้สูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 30% ในขณะที่รายได้ของกลุ่ม SMEs ยังคงต่ำกว่าระดับเดิมถึง 3.4%
  • พบสัดส่วนบริษัทผีดิบ (Zombie Firm) ในกลุ่ม SMEs สูงถึง 12.3% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่เกือบ 3 เท่า สะท้อนปัญหาความสามารถในการทำกำไรและการชำระหนี้
  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ครัวเรือนรุนแรงขึ้น โดยกลุ่ม Top 10% มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 69.3% ในขณะที่กลุ่ม 90% ล่างมีสัดส่วนรายได้ลดลงเหลือ 30.7%
  • SCB EIC เสนอแนวทางแก้ไขด้วยการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง (Broad-based recovery) ผ่านการเชื่อมโยง FDI กับ SMEs และการยกระดับทักษะแรงงานให้ทันต่อยุคสมัย

Latest


ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้อ่านที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจคงคุ้นเคยกับคำว่า “เศรษฐกิจแบบ K-shaped” หรือ “การฟื้นตัวแบบ K-shaped” มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นศัพท์ยอดนิยมในวงการเศรษฐศาสตร์ บทความนี้จะพาไปถอดรหัสความหมายของตัว K ในมิติต่างๆ ของเศรษฐกิจไทย

ถอดรหัสตัว K : การฟื้นตัวไม่ได้เดินบนเส้นทางเดียวกัน

เวลามองเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว มักจะนึกถึงกราฟตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มเปลี่ยนทิศจากที่เคยหักหัวลง เป็นพุ่งขึ้นเร็ว (V-shaped) หรือทยอยฟื้นตัวดีขึ้น (U-shaped) นั่นคือ เมื่อเศรษฐกิจแย่ ทุกคนก็เจ็บตัว แต่พอเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ทุกคนก็ควรจะเริ่มฟื้นไปในทิศเดียวกัน แต่ K-shaped ไม่ใช่อย่างนั้น เส้นตรงแนวตั้งของตัว K เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นก่อนเกิดวิกฤต (เช่น ตอนโควิด-19 เริ่มระบาดหนัก) ในเวลาต่อมา กราฟกลับแตกออกเป็นสองทาง คล้ายกับแขนและขาของตัว K โดยแขนด้านบนหมายถึงกลุ่มคนหรือธุรกิจที่ฟื้นตัวและเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่แขนด้านล่างหมายถึงกลุ่มที่ยังเผชิญปัญหา รายได้ลดลง หรือฟื้นตัวช้ากว่าคนอื่น

การฟื้นตัวแบบ K-shaped จึงไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจแย่หรือดี แต่หมายความว่าเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ความน่ากังวลของเศรษฐกิจแบบ K-shaped คือความถ่างของสองเส้นนี้ ยิ่งเวลาผ่านไป คนที่อยู่เส้นบนยิ่งทะยานสูงขึ้น ขณะที่คนที่อยู่เส้นล่างยิ่งดิ่งลึก เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดมากขึ้น

ทำไมนักเศรษฐศาสตร์ไทยถึงชอบพูดคำนี้?

นักเศรษฐศาสตร์มักใช้คำว่า K-shaped มาใช้อธิบายเศรษฐกิจไทยเพราะเป็นคำตอบของปริศนาที่หลายคนคาใจว่าทำไมคนทั่วไปถึงรู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่ลง ขณะที่ตัวเลข GDP ภาพรวมถึงยังเติบโตได้ โดยในมุมมองของ SCB EIC เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 โดยถือว่าเป็นการขยายตัวภาพรวมที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับ 2.4% ในปี 2025 ส่วนหนึ่งเป็นผลชั่วคราวจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่อีกส่วนเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เช่น แผลเป็นจากวิกฤติโควิด สังคมสูงอายุ การขาดนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพียงกว่า 2% นั้น มีบางส่วนของเศรษฐกิจที่มองว่าจะยังขยายตัวได้ดีมาก ได้แก่ การส่งออกสินค้าและการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงถึง 16% และ 9% ตามลำดับ ในปีนี้ และยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่องในปีหน้า ในทางกลับกัน การบริโภคภาคเอกชนกลับมีแนวโน้มขยายตัวแค่ 2.6% ในปีนี้ แม้มีแรงส่งราว 2 แสนล้านบาท จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล แต่ก็ยังไม่พอที่จะดึงกราฟเส้นล่างให้เชิดหัวขึ้นมาได้มากนัก ก่อนจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% ในปีหน้าจากฐานที่สูง

เจาะลึกมิติ K-shaped ของเศรษฐกิจไทย

หากพิจารณาลึกในรายละเอียด จะพบว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้มีลักษณะเป็น K-shaped ที่ซ้อนทับกับ K-shaped อีกชั้นหนึ่ง ทั้งในมิติประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ครัวเรือนและตลาดแรงงาน

  • ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การส่งออกและการลงทุนที่ขยายตัวดีในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระแสเทคโนโลยี ดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง เนื่องจากไทยยังไม่สามารถผลิตสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องได้เองมากนัก สะท้อนจากการนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงถึง 28% ในปีนี้ ขณะที่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่และถือครองโดยชาวต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลประโยชน์ในวงกว้างเท่าที่ควร สำหรับ SMEs ยังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ โดยพึ่งพาตลาดในประเทศที่ขยายตัวไม่ดีนักเป็นหลัก และต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ (เช่น ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ) จึงยังมีข้อจำกัดในการลงทุนและปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ให้เห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุด 1% ของประเทศมีรายได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีรายได้สูงกว่าระดับก่อนวิกฤติโควิดในปี 2019 ถึง 30% ขณะที่รายได้ของ SMEs ยังต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติโควิดถึง 3.4% นอกจากนี้ สัดส่วนของ SMEs ที่เป็นบริษัทผีดิบ (Zombie Firm) ยังสูงถึง 12.3% คิดเป็นเกือบ 3 เท่าของธุรกิจขนาดใหญ่ (บริษัทผีดิบคือบริษัทที่มีกำไรจากการดำเนินงานไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ติดต่อกันเป็นเวลานาน วัดจากอายุมากกว่า 3 ปี มีอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย < 1 ติดต่อกัน 2 รอบปีบัญชี)

  • ครัวเรือนและตลาดแรงงาน ครัวเรือนไทยยังคงเปราะบาง รายได้ครัวเรือนภาพรวมลดลง 2.5% ในปี 2025 เทียบปี 2023 และมีลักษณะ K-shaped ชัดเจน โดยสัดส่วนรายได้ครัวเรือนกลุ่ม Top 10% สูงขึ้นต่อเนื่องจาก 64.2% ในปี 2017 เป็น 69.3% ในปี 2025 ขณะที่สัดส่วนรายได้ครัวเรือนกลุ่ม 90% ล่างลดลงเหลือเพียง 30.7% จาก 35.8% นอกจากนี้ภาวะตลาดแรงงานยังแย่ลงชัดเจน ตัวชี้วัดในตลาดแรงงานแย่ลงเกือบทุกมิติ ขณะที่พบความอ่อนแอมากเป็นพิเศษในกลุ่มแรงงานอิสระ โดยค่าจ้างแรงงานที่แท้จริง (รวม OT และโบนัส) ของกลุ่มแรงงานอิสระลดลงถึง 11.7% ในไตรมาส 2 ปี 2026 เทียบกับปี 2024 สำหรับแรงงานในระบบยังขยายตัวได้เล็กน้อย 0.8%

รูปที่ 1 : เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K-shaped ในหลายมิติ

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC

แล้วเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหนต่อ?

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้คนและธุรกิจที่ยังอยู่ใน “แขนด้านล่างของ K-shaped economy” สามารถก้าวขึ้นมาร่วมได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากขึ้น SCB EIC มองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน (Broad-based recovery) โดยทำให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เติบโตดี กระจายตัวลงสู่คนและธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น

แนวทางสำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ (1) ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจภายในประเทศ และการยกระดับทักษะแรงงานให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ (2) เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย รวมถึง (3) ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพในการปรับตัวและเติบโตขึ้นได้ในอนาคต

หรืออีกนัยหนึ่ง ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality of Growth) ควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณ (Quantity of Growth) แบบเดิม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การเห็นตัวเลขขยายตัวได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สามารถสร้างโอกาส และยกระดับความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกทิ้งไว้ที่ปลายหางด้านล่างของตัว K อีกต่อไป

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney





Author

วิชาญ กุลาตี

วิชาญ กุลาตี
นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)