น้ำท่วม หรือ จะสู้น้ำใจ

Experts pool

Columnist

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ

Tag

น้ำท่วม หรือ จะสู้น้ำใจ

Date Time: 2 ต.ค. 2569 17:00 น.

Video

7 เรื่องควรทำ สำหรับ SME | On The Rise EP.28

“Summary“

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นที่ 7,000–17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 3–7 วัน

  • กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57% ของความเสียหายรวมทั้งประเทศ
  • ธุรกิจเอสเอ็มอีและแรงงานรายวันเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เนื่องจากมีเงินทุนสำรองจำกัดในการรับมือกับภาวะหยุดชะงัก
  • ระบบโลจิสติกส์และบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิเกิดปัญหาคอขวด ส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและสัมภาระตกค้างจำนวนมาก
  • ภาคเอกชนและค่ายรถยนต์เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น การลดค่าอะไหล่และค่าแรง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนแรกให้กับประชาชน

Latest


ฝนที่ตกหนักในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่รุนแรงในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ ได้ทิ้งคำถามไว้มากกว่าว่า “น้ำจะลดเมื่อไร” เพราะเมื่อถนนกลายเป็นทางน้ำ ร้านค้าต้องปิดประตู รถยนต์จอดนิ่งอยู่กลางน้ำ และคนจำนวนหนึ่งเดินทางไปทำงานไม่ได้ สิ่งที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำไม่ได้มีเพียงทรัพย์สิน แต่คือรายได้ เวลา โอกาสทางธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้คนด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเบื้องต้นว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายในราว 3–7 วัน น้ำท่วมครั้งนี้อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสุทธิประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของจีดีพี โดยความเสียหายระยะแรกส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ “หยุดชะงัก” มากกว่าการสูญเสียฐานการผลิตถาวร กล่าวง่าย ๆ คือ เงินบางส่วนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ถูกเลื่อนออกไปก่อน เช่น ลูกค้าที่ไม่ได้ไปร้านอาหารในวันที่น้ำท่วมอาจกลับไปใช้บริการภายหลัง แต่รายได้ของแรงงานรายวันหรือร้านค้าขนาดเล็กบางส่วนอาจไม่สามารถเรียกคืนได้ทั้งหมด

ตัวเลขจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งประเมินสถานการณ์ช่วง 25–29 กันยายน 2569 ในกรุงเทพฯ และอีก 26 จังหวัด ให้ภาพใกล้เคียงกัน โดยประเมินความเสียหายกรณีฐานไว้ที่ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของจีดีพีทั้งปี และมีกรอบประมาณการตั้งแต่ 5,896–20,635 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมที่สะดุดลง

ที่น่าสนใจคือ กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงที่สุด ประมาณ 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของความเสียหายทั้งหมด เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน เพราะกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางการค้า บริการ การเงิน และการเดินทางของประเทศ เมื่อการเดินทางสะดุด กิจกรรมอีกหลายอย่างก็สะดุดตามเป็นทอด ๆ ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงบริการจัดส่งสินค้าและอาหาร ขณะที่สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีความเสียหายรวมราว 1,839 ล้านบาท ส่วนภาคตะวันออก โดยเฉพาะชลบุรี ได้รับผลกระทบราว 2,976 ล้านบาท

ภาพเช่นนี้ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสมัยใหม่ไม่ได้แยกส่วนกันเหมือนกล่องหลายใบ หากแต่เป็นตาข่ายที่โยงใยถึงกัน ร้านอาหารต้องพึ่งพาคนเดินทาง คนเดินทางต้องพึ่งพาถนนและระบบขนส่ง ร้านค้าต้องมีสินค้าเข้าร้าน สินค้าต้องมีรถขนส่ง โรงงานต้องมีคนงานและวัตถุดิบ และทุกกิจกรรมล้วนต้องอาศัยระบบสาธารณูปโภคที่เดินหน้าได้ตามปกติ เพียงจุดหนึ่งสะดุด แรงกระเพื่อมก็เดินทางต่อไปยังอีกจุดอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย แต่กลุ่มที่น่าห่วงไม่น้อยคือเอสเอ็มอี และแรงงานรายวัน เพราะเป็นกลุ่มที่มีพื้นที่ทางการเงินสำหรับรับแรงกระแทกค่อนข้างจำกัด กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 40 จังหวัด รวม 1,267 ราย ในจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอีถึง 1,162 ราย ขณะที่ความเสียหายที่รายงานโดยตรงอยู่ที่ 22.18 ล้านบาท ตัวเลขนี้อาจดูเล็กเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวม แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อคือธุรกิจเหล่านี้จะใช้เวลาและเงินเท่าใดกว่าจะกลับมาเปิดประตูได้เหมือนเดิม

เพราะหลังน้ำลด ปัญหาไม่ได้จบลงพร้อมระดับน้ำ บ้านต้องล้าง รถต้องซ่อม เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องตรวจสอบ เครื่องจักรต้องฟื้นฟู สินค้าคงคลังที่เสียหายต้องถูกตัดออกจากบัญชี และบางธุรกิจอาจต้องหยุดกิจการอีกหลายวันเพื่อจัดการกับสิ่งที่น้ำทิ้งไว้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงเตือนว่าผลกระทบระยะหลังอาจกินต่อไปถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สิน และอาจกดการใช้จ่ายด้านอื่นของครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่มีหนี้สูง เงินออมน้อย หรือเข้าถึงสินเชื่อได้จำกัด 

เรื่องราคาสินค้าก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนความเปราะบางของระบบ เมื่อการขนส่งทำได้ยาก สินค้าบางประเภทจึงมีโอกาสปรับราคา กรมการค้าภายในรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ปิดป้ายราคา การขายไม่ตรงกับราคาที่แสดง และการขายสินค้าในราคาสูง รวมถึงสินค้าจำเป็นหลายชนิด ขณะเดียวกันค่าบริการรถยกและรถสไลด์ก็ถูกจับตามอง เพราะเมื่อรถจำนวนมากถูกน้ำท่วม ความต้องการบริการเหล่านี้เพิ่มขึ้นทันที

ตรงนี้เองที่ “น้ำใจ” กลายเป็นกลไกทางสังคมที่มีความหมายมากกว่าคำปลอบใจ

ในวันที่รถติดเพราะน้ำ ร้านค้าบางแห่งเปิดพื้นที่ให้คนพัก ในวันที่การเดินทางเป็นเรื่องยาก ผู้คนช่วยกันพาคนแปลกหน้าข้ามจุดน้ำท่วม ช่วยเข็นรถ ช่วยขนของ แจกอาหารและน้ำดื่ม ขณะที่หน่วยงานรัฐ อาสาสมัคร และภาคเอกชนต่างเข้ามาเติมกำลังในจุดที่ระบบปกติทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ภาพเหล่านี้อาจไม่ปรากฏในตัวเลขจีดีพีโดยตรง แต่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อความสามารถของสังคมในการผ่านวิกฤต

บางครั้งสิ่งที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงภัยพิบัติไม่ใช่เพียงเงินก้อนใหญ่ หากเป็นการช่วยให้คนหนึ่งคนกลับบ้านได้เร็วขึ้น ช่วยให้ร้านหนึ่งร้านเปิดได้เร็วขึ้น หรือช่วยให้ผู้ประกอบการรายหนึ่งไม่ต้องปิดกิจการถาวรเพราะขาดเงินหมุนเวียนเพียงไม่กี่วัน

เช่นเดียวกับที่สนามบินสุวรรณภูมิได้เห็นบทเรียนอีกแบบหนึ่งจากน้ำท่วม เมื่อพนักงานภาคพื้นจำนวนหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ระบบที่ดูเหมือนจะเดินหน้าได้ตามปกติก็เกิดคอขวดขึ้นอย่างรวดเร็ว การบินไทยต้องเผชิญปัญหาสัมภาระตกค้างจาก 52 เที่ยวบินในวันที่ 26–27 กันยายน และวันที่ 28 กันยายนมีเที่ยวบินล่าช้า 34 เที่ยวบิน ก่อนเร่งระดมบุคลากรและทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหา 

กรณีนี้น่าสนใจตรงที่สนามบินไม่ได้ปิด และเครื่องบินยังสามารถขึ้นลงได้ แต่ระบบสนับสนุนเบื้องหลังกลับสะดุด เพราะ “คน” เดินทางมาถึงที่ทำงานไม่ได้ เมื่อการบินไทยมีทั้งเที่ยวบินของตนเองและงานบริการภาคพื้นให้สายการบินอื่น ปริมาณงานจึงสะสมอย่างรวดเร็ว กระเป๋าที่ควรเดินทางไปพร้อมกับเจ้าของกลับกลายเป็นภูเขาสัมภาระที่รอการคัดแยก

สำหรับผู้โดยสาร กระเป๋าหนึ่งใบอาจดูเป็นเรื่องเล็กในภาพรวมของเศรษฐกิจ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงประเทศไทย กระเป๋าใบนั้นอาจมีเสื้อผ้า ยารักษาโรค อุปกรณ์ทำงาน หรือของใช้จำเป็นทั้งหมดอยู่ข้างใน เมื่อกระเป๋าไม่มาถึง ความเสียหายจึงไม่ได้วัดกันเพียงมูลค่าทรัพย์สิน แต่รวมถึงเวลา ความสะดวก และความรู้สึกที่มีต่อการเดินทางด้วย

การบินไทยจึงต้องระดมกำลังเพิ่มเติม รวมถึงการประสานหน่วยงานภายนอกเพื่อช่วยคัดแยกและนำส่งสัมภาระ ขณะที่มีการพิจารณาปรับเที่ยวบินให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการให้บริการภาคพื้น ปัญหานี้ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่กำลังฟื้นตัวว่า การมีเครื่องบิน มีสนามบินและมีตารางบินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบสนับสนุนและแผนสำรองเมื่อบุคลากรขาดแคลนยังรับมือกับเหตุการณ์จริงไม่ได้

วิกฤตของการบินไทยจึงเป็นอีกหน้าหนึ่งของเรื่องน้ำท่วม เพราะมันแสดงให้เห็นว่าอุทกภัยไม่ได้หยุดอยู่ที่ถนนหรือบ้านเรือน แต่มันสามารถเดินทางไปถึงระบบโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และชื่อเสียงของประเทศได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนหลายส่วนกำลังเข้ามารับภาระที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งเจ้าของรถจำนวนมากต้องเผชิญค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากรถที่ถูกน้ำท่วม หลายค่ายประกาศมาตรการช่วยเหลือด้วยการลดค่าอะไหล่ ค่าแรง หรือให้ตรวจเช็กสภาพรถโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เช่น อีซูซุประกาศตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมลดค่าแรงและค่าอะไหล่ 30% สำหรับรถที่ได้รับผลกระทบตามเงื่อนไขของโครงการ

มาตรการของค่ายรถแต่ละแห่งแตกต่างกันทั้งส่วนลด ระยะเวลา และรายการที่เข้าร่วม สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การจำว่าบริษัทใดลดมากกว่ากัน แต่คือการช่วยลด “ค่าใช้จ่ายก้อนแรก” ที่เจ้าของรถต้องแบกรับในช่วงเวลาที่ครัวเรือนกำลังเผชิญรายจ่ายอื่นพร้อมกัน ทั้งค่าซ่อมบ้าน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต

โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด ความเสียหายจากน้ำท่วมยังมีเรื่องระบบไฟฟ้าแรงดันสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง การนำรถที่จมน้ำไปสตาร์ตเองหรือเข้าไปจัดการชิ้นส่วนสำคัญโดยไม่มีความรู้จึงอาจเพิ่มความเสียหายและความเสี่ยง มาตรการตรวจเช็กจากผู้เชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญไม่แพ้ส่วนลดค่าซ่อม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจประกันภัยด้วย เพราะเมื่อมีรถ บ้าน และทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก บริษัทประกันภัยย่อมต้องเร่งสำรวจและประเมินค่าสินไหม ขณะเดียวกันเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงก็จะกลายเป็นข้อมูลสำหรับประเมินความเสี่ยงในอนาคต ทั้งต้นทุนการประกันภัยและเงื่อนไขความคุ้มครองอาจถูกทบทวนตามระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

สำนักงาน คปภ. จึงกำชับบริษัทประกันภัยให้เตรียมบุคลากร ผู้สำรวจภัย รถยก และเครือข่ายอู่ซ่อมให้เพียงพอ พร้อมเร่งจ่ายค่าสินไหมในกรณีที่สามารถพิสูจน์ความเสียหายได้ชัดเจนภายในไม่เกิน 7 วัน แนวทางเช่นนี้มีความหมายมากในช่วงหลังภัยพิบัติ เพราะสำหรับคนที่รถเสียหรือบ้านเสียหาย เงินสินไหมไม่ใช่เพียงตัวเลขในบัญชี แต่เป็นเงินที่ต้องนำไปใช้เริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง

น้ำท่วมครั้งหนึ่งจึงมี “ราคาที่มองเห็น” และ “ราคาที่มองไม่เห็น” ราคาที่มองเห็นคือมูลค่าความเสียหายรถที่พัง ร้านที่ปิด โรงงานที่หยุด หรือเที่ยวบินที่ล่าช้า ส่วนราคาที่มองไม่เห็นคือรายได้ของคนหาเช้ากินค่ำ วันที่หายไปจากการทำงาน ต้นทุนโอกาสของธุรกิจ ความเครียดของครอบครัว ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ

เพราะฉะนั้น ตัวเลข 7,000–17,000 ล้านบาทจึงไม่ควรถูกอ่านเป็นเพียง “ค่าเสียหายของประเทศ” และตัวเลข 12,283 ล้านบาทของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ก็ยังไม่ใช่ใบเสร็จฉบับสุดท้าย เนื่องจากการประเมินดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถยนต์ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เส้นแบ่งระหว่าง “น้ำท่วมชั่วคราว” กับ “วิกฤตเศรษฐกิจ” อาจอยู่ที่ระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน หากน้ำลดเร็ว ธุรกิจจำนวนมากอาจกลับมาเปิดได้ การบริโภคที่ถูกเลื่อนออกไปบางส่วนจะย้อนกลับมา แต่หากน้ำยืดเยื้อจนเข้าไปถึงโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ถนนสายหลัก หรือห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบจะเปลี่ยนจากการหยุดชั่วคราวเป็นต้นทุนที่สะสมต่อเนื่อง

บทเรียนที่มีค่าที่สุดจากน้ำครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการถามว่าเสียหายกี่พันล้านบาท หากต้องถามต่อว่าเราจะทำอย่างไรให้ความเสียหายครั้งหน้าไม่ต้องจ่ายแพงเท่าเดิม

ระบบเตือนภัยที่แม่นยำกว่า แผนสำรองของธุรกิจที่ทำได้จริง โครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำที่รองรับสภาพอากาศรุนแรง ระบบประกันภัยที่ประชาชนเข้าถึงได้ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ไปถึงมือผู้เดือดร้อนเร็ว และการประสานงานระหว่างรัฐกับเอกชนที่ไม่ต้องรอให้ปัญหาบานปลายเสียก่อนจึงเริ่มลงมือ ล้วนเป็นต้นทุนที่ควรมองว่าเป็นการลงทุนมากกว่ารายจ่าย

ส่วน “น้ำใจ” ของคนไทยนั้นอาจไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ แต่ช่วยลดระยะเวลาที่คนจำนวนมากต้องยืนอยู่ในความเดือดร้อนได้ และในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจต้องใช้เวลาฟื้นตัว น้ำใจเล็ก ๆ เหล่านั้นมีพลังไม่น้อยในการพาสังคมกลับขึ้นจากน้ำ

ท้ายที่สุด เมื่อน้ำลด ถนนกลับมาเห็นพื้น ร้านค้าเริ่มเปิด ประตูโรงงานเริ่มขยับ และกระเป๋าเดินทางค่อยๆ กลับถึงมือเจ้าของ สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำต่อไม่ใช่เพียงการลืมเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วรอฝนรอบหน้าหากต้องเก็บทุกบทเรียนไว้ให้เป็นทุนของประเทศ เพราะภัยพิบัติอาจเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นเรื่องของการเตรียมพร้อม และการฟื้นตัวเป็นเรื่องของเราทุกคน

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ