
ช่วงปลายปีหลายคนมักรีบซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีในช่วงโค้งสุดท้าย เลือกจากกองที่แอปแนะนำ กองที่เพื่อนบอกว่าดี หรือกองที่ผลตอบแทนปีล่าสุดดูน่าสนใจ เพื่อปิดจบภารกิจลดหย่อนภาษี จากนั้นก็แทบไม่ได้กลับไปดูอีกเลย
กองทุนเหล่านี้มีจุดเด่นคือถูกออกแบบมาให้คนมีแรงจูงใจในการออมและลงทุนระยะยาว พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ หลายคนให้ความสำคัญกับคำว่า “ลดภาษี” มากกว่า “ลงทุน” ทั้งที่เงินก้อนนี้มีหน้าที่หลักคือทำงานสร้างผลตอบแทน
1. เราจดจำมันในฐานะว่าเป็น “เงินที่จ่ายเพื่อลดภาษี”
เวลาซื้อกองทุนปลายปี เป้าหมายในหัวของเรามักชัดมากว่า “ต้องซื้อเท่าไรถึงจะลดภาษีได้”
พอซื้อเสร็จ ภารกิจก็ดูเหมือนจบแล้ว เงินก้อนนี้จึงถูกมองคล้ายค่าใช้จ่ายประจำปี มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินและเงินเกษียณของเรา ทั้งที่เราไม่ได้จ่ายเงินทิ้งเพื่อประหยัดภาษี แต่กำลังย้ายเงินจากบัญชีวันนี้ ไปไว้ในพอร์ตของตัวเราในอนาคต
2. “ภาษีที่ลดได้” เห็นผลชัดเจน และเร็วกว่าผลตอบแทนในฐานะการลงทุน
มนุษย์เราชอบผลลัพธ์ที่เห็นเร็ว การซื้อกองทุน 100,000 บาท เราพอคำนวณได้ทันทีว่าจะช่วยลดภาษีประมาณเท่าไร
แต่คำถามว่าเงิน 100,000 บาทนี้จะกลายเป็นเท่าไรในอีก 10 หรือ 20 ปี เป็นเรื่องที่ไกลกว่า และไม่เห็นผลทันที
เราจึงเผลอให้ความสำคัญกับ “ภาษีที่ประหยัดได้” มากกว่า “เงินที่กำลังลงทุน” ทั้งที่ในระยะยาว ผลตอบแทนและความเหมาะสมของสินทรัพย์ที่เราเลือก อาจมีผลต่อเงินของเรามากกว่าสิทธิภาษีในปีที่ซื้อเสียอีก
3. พอรู้ว่าต้องถือยาว ก็เลยคิดว่า “ดูไปก็ทำอะไรไม่ได้”
เมื่อกองทุนมีเงื่อนไขระยะเวลาการถือครอง หลายคนจึงคิดว่า ในเมื่อขายตอนนี้ไม่ได้ จะเปิดดูไปทำไม
แต่เราสามารถดูว่าพอร์ตที่มีอยู่ลงทุนในอะไร กระจุกตัวเกินไปไหม ความเสี่ยงยังเหมาะกับวัยและเป้าหมายของเราหรือไม่ และปีนี้ควรเติมสินทรัพย์ประเภทไหนเพิ่ม
การติดตามพอร์ตจึงไม่ใช่การดูเพื่อซื้อ ๆ ขาย ๆ แต่คือการดูว่า เงินทั้งหมดของเรายังเดินไปในทิศทางที่ต้องการหรือไม่
1. อย่ารอซื้อช่วงปลายปีอย่างเดียว ลองวางแผนตั้งแต่ต้นปี
ถ้ารู้คร่าว ๆ อยู่แล้วว่าในปีหนึ่งเราต้องการลงทุนเพื่อสิทธิลดหย่อนประมาณเท่าไร เราอาจแบ่งทยอยลงทุนระหว่างปีแทนการรอซื้อก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี กระจายจังหวะการลงทุน ลดภาระจ่ายเงินก้อนช่วงปลายปี และทำให้เราได้กลับมามองพอร์ตของตัวเองมากกว่าปีละครั้ง
2. “ตรวจสุขภาพพอร์ต” ปีละ 1-2 ครั้ง
ไม่จำเป็นต้องเปิดดูทุกวัน แค่ปีละครั้งหรือสองครั้ง ลองถามตัวเองว่า ตอนนี้เราถือกองทุนอะไรอยู่บ้าง แต่ละกองลงทุนในสินทรัพย์อะไร พอร์ตกระจุกอยู่ในตลาดหรือสินทรัพย์บางประเภทมากเกินไปหรือไม่ ระดับความเสี่ยงยังเหมาะกับเราอยู่ไหม
เพื่อเปลี่ยนมุมมองมาเป็น “เจ้าของพอร์ตที่รู้ว่าเงินตัวเองอยู่ตรงไหน อยู่ในอะไรบ้าง”
3. เลือกกองทุนจากเป้าหมาย ไม่ใช่เลือกจากผลตอบแทนในอดีตเพียงอย่างเดียว
กองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปีที่ผ่านมา ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดในปีต่อไป และอาจไม่ได้แปลว่าเป็นกองทุนที่เหมาะกับเราที่สุด ดังนั้น ก่อนเลือกกองทุน ลองถามตัวเองว่า “เงินก้อนนี้เราจะใช้เมื่อไร และเรารับความผันผวนได้แค่ไหน” แล้วจึงค่อยเลือกกองทุนให้เหมาะกับเป้าหมายนั้น
กองทุนลดหย่อนภาษีมีข้อดีตรงที่ช่วยให้เราได้ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจูงใจให้เราเก็บเงินไว้สำหรับอนาคต แต่ถ้าเราซื้อเพียงเพื่อ “ลดภาษีให้ถึงเป้า” โดยไม่รู้ว่าเงินของเราไปลงทุนในอะไร เราอาจได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียวของสิ่งที่เครื่องมือนี้สามารถให้เราได้ และพลาดประโยชน์จากเงินจำนวนนั้นในฐานะเงินลงทุนเพื่อเป้าหมายต่างๆ ในชีวิต
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney