
ผลกระทบของตลาดการเงินญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมองได้เป็นระยะสั้น และระยะยาว โดยในระยะสั้น การแทรกแซงค่าเงินเยนอาจสร้างแรงขาย U.S. Treasury เพิ่มเติม ส่วนในระยะยาว ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขาย U.S. Treasury แต่เป็นการที่นักลงทุนญี่ปุ่นลดการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์สหรัฐฯ และหันกลับมาลงทุนใน JGB มากขึ้น
ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2569 พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ระยะยาวเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีปรับขึ้นเหนือ 5.3% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาใกล้ 4.7–4.8%
แรงกดดันนี้ถูกกระตุ้นจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นและเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นต่อทิศทางนโยบายการเงินภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh โดยเฉพาะแนวทางการควบคุมเงินเฟ้อและการสื่อสารให้ Forward Guidance น้อยลง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิม หลังหนี้รัฐบาลรวมเพิ่มขึ้นแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก หรือมากกว่า 120% ของ GDP
ขณะที่การขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับสูงราว 6% ของ GDP ส่งผลให้นักลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในสหรัฐฯ อาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า โดยรัฐบาลสหรัฐฯ และนักลงทุนอาจต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินของประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและแหล่งเงินทุนสำคัญของสหรัฐฯ ท่ามกลางเงินเยนที่อ่อนค่ามากและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านทั้งความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงินและแนวโน้มการไหลกลับของเงินทุนญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า
หลังฟองสบู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นแตกในช่วงต้นทศวรรษ 2533 เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญกับทศวรรษที่สูญหาย (The Lost Decades) จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ภาวะเงินฝืด และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับใกล้ศูนย์เป็นเวลานาน ส่งผลให้นักลงทุนญี่ปุ่น ทั้งธนาคาร บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ และนักลงทุนรายย่อย แสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในต่างประเทศ จนญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเงินทุนรายใหญ่ของโลก
ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569 ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่าราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีบทบาทเพียงพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอุปสงค์สำคัญของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีกด้วย
ปัจจุบัน ตลาดการเงินญี่ปุ่นกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเงินเยนอ่อนค่าแตะระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราผลตอบแทน JGB อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.95% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2539 ขณะที่อัตราผลตอบแทน JGB อายุ 30 ปีปรับขึ้นเหนือ 4% ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านค่าเงินและฐานะการคลังพร้อมกัน โดย
ทั้ง 3 ปัจจัยมีแนวโน้มกดดันตลาดการเงินญี่ปุ่นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ทำให้ค่าเงินเยนอาจยังอ่อนค่า และอัตราผลตอบแทน JGB มีแนวโน้มสูงต่อไป เนื่องจากรัฐบาลทาคาอิจิยังไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการคลัง ขณะที่ BOJ มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ สถานการณ์นี้ไม่เพียงเป็นความท้าทายของญี่ปุ่น แต่ยังอาจเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนของทั้งนักลงทุนและทางการญี่ปุ่นในตลาด U.S. Treasury ได้
ผลกระทบของตลาดการเงินญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจมองได้เป็นระยะสั้น และระยะยาว ดังนี้
ในระยะสั้น : การแทรกแซงค่าเงินเยนอาจสร้างแรงขาย U.S. Treasury เพิ่มเติม เนื่องจากทางการญี่ปุ่นต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการเข้าซื้อเงินเยนเพื่อพยุงค่าเงิน โดยการระดมเงินดอลลาร์ดังกล่าวอาจทำได้ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการขาย U.S. Treasury ด้วย ดังนั้น หากญี่ปุ่นต้องแทรกแซงค่าเงินในวงเงินขนาดใหญ่ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด U.S. Treasury ที่เผชิญแรงขายอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐฯ จึงร่วมสนับสนุนการพยุงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ปี 2541 โดยสหรัฐฯ เลือกขายเงินยูโรและเข้าซื้อเงินเยนแทนการใช้ช่องทางที่อาจเพิ่มแรงเทขาย U.S. Treasury ในตลาด
นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสนับสนุนให้ญี่ปุ่นใช้ FIMA Repo Facility ของ Fed ขณะที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าจะใช้กลไกดังกล่าวในอนาคตหากจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถระดมสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐโดยใช้ U.S. Treasury เป็นหลักประกัน แทนการขาย U.S. Treasury ออกสู่ตลาดโดยตรง กลไกนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่การแทรกแซงค่าเงินเยนจะก่อให้เกิดแรงขาย U.S. Treasury จำนวนมากในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี การระดมสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐผ่าน FIMA มีต้นทุนที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้การพึ่งพากลไกนี้อาจมีข้อจำกัด หากญี่ปุ่นจำเป็นต้องแทรกแซงค่าเงินในวงเงินมากหรือเป็นระยะเวลานาน ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนี้ ความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะต้องขาย U.S. Treasury เพื่อระดมสภาพคล่องดอลลาร์เพิ่มเติมก็อาจเพิ่มขึ้นได้
ในระยะยาว : ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขาย U.S. Treasury แต่เป็นการที่นักลงทุนญี่ปุ่นลดการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์สหรัฐฯ และหันกลับมาลงทุนใน JGB มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน JGB อายุ 10 ปีให้ผลตอบแทนใกล้ 3% และอายุ 30 ปีให้ผลตอบแทนสูงกว่า 4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ JGB น่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนให้กองทุนบำนาญของรัฐบาล (GPIF) เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศมากขึ้น โดย GPIF มีสินทรัพย์ต่างประเทศราว 9.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และถือครอง U.S. Treasury ราว 2.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น แม้การปรับสัดส่วนการลงทุนจะเกิดขึ้นเพียงบางส่วน ก็อาจมีนัยต่ออุปสงค์ในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ได้
ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่นักลงทุนญี่ปุ่นจะเทขาย U.S. Treasury จำนวนมากในทันที แต่เป็นการที่ญี่ปุ่นในฐานะแหล่งเงินทุนสำคัญของโลกอาจลดบทบาทในการดูดซับอุปทานพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า หากนักลงทุนญี่ปุ่นหันกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องกู้ยืมจำนวนมากเพื่อรองรับการขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าว สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องเสนอผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทน
แม้ญี่ปุ่นอาจไม่ใช่ต้นเหตุหลักที่ทำให้ U.S. Treasury Yield ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน เพราะแรงกดดันสำคัญยังมาจากปัญหาภายในสหรัฐฯ ทั้งหนี้สาธารณะสูง การขาดดุลงบประมาณ เงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นอาจกลายเป็น Amplifier ต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า จากการเปลี่ยนผ่านของตลาดการเงินญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ประเทศที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเงินทุนรายใหญ่ของโลก มีแนวโน้มดึงเงินทุนบางส่วนกลับมาลงทุนภายในประเทศมากขึ้น หลังผลตอบแทนสินทรัพย์สกุลเงินเยนกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในโลกที่สหรัฐฯ ต้องแข่งขันดึงดูดเงินทุนเพื่อรองรับการกู้ยืมจำนวนมหาศาล “ญี่ปุ่น” อาจไม่ใช่เพียงผู้ลงทุนรายใหญ่ใน U.S. Treasury อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney