11 เดือน “ผู้ว่าฯวิทัย” ภารกิจพา ธปท.ลงจากหอคอยงาช้าง

Experts pool

Columnist

Tag

11 เดือน “ผู้ว่าฯวิทัย” ภารกิจพา ธปท.ลงจากหอคอยงาช้าง

Date Time: 14 ส.ค. 2569 20:21 น.

Video

แก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริงไหม? เจาะลึกเงินกู้ 4 แสนล้าน กับ กรณ์ - ศิริกัญญา | Money Issue EP.61

Summary

“เหรียญย่อมมีสองด้าน” การกระโดดลงจากหอคอยงาช้างแบบเหนือความคาดหมายของธปท.ยุคนี้ คนส่วนใหญ่ชื่นชมในความกล้าหาญของผู้ว่าฯ ธปท. แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลง มีความกังวลถึง Core mission ของ ​ธปท.ด้วย

Latest


11 เดือนในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ของ “วิทัย รัตนากร” กับภารกิจพา “แบงก์ชาติ” ลงจากหอคอยงาช้าง มีเรื่องให้คนไทยฮือฮาอย่างต่อเนื่อง 

โดยภายใต้ค่านิยมร่วม (Core Values) “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” ของ ธปท. ซึ่งถูกคิดและเริ่มนำมาปลูกฝังใน DNA ของคนแบงก์ชาติอย่างเป็นทางการในสมัยอดีตผู้ว่าการฯ “ธาริษา วัฒนเกส” ในช่วงปี พ.ศ. 2549–2553 หรือเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นแนวทางที่ผู้ว่าการ ธปท.ใช้เป็นหลักในการทำงานเรื่อยมา โดยแต่ละยุคก็มีความเข้มข้นในแต่ละเสาแตกต่างกันไป

ในยุคของผู้ว่าฯ วิทัย ก็ยังคงเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่เน้นไปที่ 2 คำหลังคือ ยื่นมือ และติดดิน มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือสังคม ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน และหามาตรการในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งผู้ว่าฯวิทัย มองว่า เป็นอีกหน้าที่ของธปท.ที่จะเข้าไปช่วยแก้ “ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ที่สะสมอยู่เท่าที่จะทำได้

“แบงก์ชาติ” ยุคนี้ จึงมีมาตรการใหม่ๆ ซึ่ง “ล้ำหน้า” จากแบงก์ชาติที่ผ่านมา โดยพยายามหาช่องทางใช้กฎเกณฑ์ของธปท.ที่มีอยู่ ขยายขอบเขตเข้าไปดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ รวมทั้ง การฟอกเงิน ซึ่งเป็นจุดอันตรายของระบบการเงินไทยในปัจจุบัน

โดยเฉพาะการเข้าไปกำกับดูแลการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ซึ่งหลังจากออกมาตรการไป ทำให้การซื้อขายทองคำรายใหญ่ในลักษณะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปลดลงมาก

หรือ การสั่งธนาคารพาณิชย์ ตรวจเข้มการถอนเงินสด และเบิกแบงก์ย่อย แบงก์ร้อย แบงก์ห้าร้อย ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งออกมาในการเลือกตั้งทั่วไปพอดี และขณะนี้ได้ขยายไปยังการฝากเงิน ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปด้วย ซึ่งทั้งการถอน หรือฝากเงินสด หากอธิบายไม่ได้ จะขอให้ใช้วิธีการโอนเงินแทน ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการทุจริตคอร์รัปชัน หรือ การใช้เป็นหนทางการฟอกเงินได้มาก และล่าสุด ได้ขยายเครื่องมือไปยังการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล

ขณะที่ในด้านการดูแลเศรษฐกิจมหภาค ผู้ว่าฯวิทัย ยืนยันว่า พร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินในการ “ประคอง” เศรษฐกิจไทย รวมทั้ง ออกมาตรการในการแก้หนี้เสีย และมาตรการช่วยให้เอสเอ็มอีได้รับสินเชื่อมากขึ้น ทั้งโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ โครงการ SMEs Credit Boost และ โครงการเอสเอ็มอีซีเคียวพลัส ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ “เหรียญย่อมมีสองด้าน” ทุกเรื่องราว ทุกทฤษฎี หรือทุกการปฏิบัติ มีทั้งข้อดี และความกังวล “การกระโดดลงจากหอคอยงาช้างแบบเหนือความคาดหมาย” ในยุคนี้ของธปท. คนส่วนใหญ่ชื่นชมใน “ความกล้าหาญ” ของผู้ว่าฯ ธปท.ที่กล้าทำในสิ่งที่ทุกคนคาดหวังให้ ธปท.ทำมานานแล้ว

ในขณะเดียวกัน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของธปท.ก็ทำให้เกิดความกังวลถึง Core mission ของแบงก์ชาติ ที่ควรจะยึดมั่นในการทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพ เป็น “ปราการด้านสุดท้าย” ป้องกันความไม่มั่นคง และโอกาสการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของไทย

ล่าสุด ผู้ว่าฯ วิทัย ได้โพสต์บน Facebook ส่วนตัว Vitai Ratanakorn ถึงแนวคิดเรื่องภารกิจแบงก์ชาติ โดยระบุว่า แบงก์ชาติยังทำภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เป็น Core Mandate เรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่ความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงินลดลงมาก - เงินเฟ้อ (ก่อนสงคราม) อยู่ต่ำจนติดลบ

ด้านแบงก์มีผลประกอบการและเงินกองทุนแข็งแรงมาก (จนอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ) แต่ปัจจุบันปัญหาของไทย กลับอยู่ที่อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ถ้าเราได้แต่วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว มัวแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ไม่ช่วยกันลงมือทำเสียที เศรษฐกิจจะโตช้าลงเรื่อยๆ ธุรกิจและชาวบ้านจะมีรายได้ลดลง จนไม่พอรายจ่าย

ท้ายที่สุดจะเป็น NPL และวนกลับมากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน

“จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแบงก์ชาติบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อยๆ ธุรกิจปิดตัว และจะมีคนจนลงอีกมากแน่นอน ขอย้ำอีกครั้งว่า ภารกิจหลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ไม่เคยเปลี่ยน แต่เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้เหมือนโลกยุคก่อนแล้ว แบงก์ชาติยุคนี้จึงต้องเน้นลงมือทำ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในมุมของธปท. จะเน้นทำเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงินใน 4 เรื่อง คือ 

  1. การแก้หนี้ครัวเรือน
  2. Inclusion ให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้
  3. การทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่เป็นธรรมแก่รายย่อย & SMEs (ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย)
  4. การป้องกันไม่ให้ใช้ช่องทางการเงินเอื้อต่อทุนเทาและคอร์รัปชั่น     

ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของแบงก์ชาติตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ชัดเจน และจริงๆ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ก็ทำทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่แล้วบ้าง จากนี้ไป จะเข้ากำกับ Nonbank ทั้งด้าน Lending และ Payment มากขึ้น เพราะเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนถูกเอาเปรียบ และเป็นทางผ่านของธุรกรรมไม่ปกติเพิ่มขึ้น

“เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัวนะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยน ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ทำไม่เต็มที่ตามที่ควรต้องทำ ถึงจะสบายกว่า ง่ายกว่าก็ตาม แต่โชคดีที่แบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ร่วมกันปรับตัว มีคนเก่งที่ยังมีพลัง และมีจิตใจดีอยู่มากมาย เราไม่อยากติดยึดอยู่ในโลกเก่า ที่มีแต่วิจารณ์คนอื่น สร้างภาพสวย แต่ไม่เคยมีผลงานให้ได้จดจำ เลยอยากชวนทุกคนมาช่วยกันลงมือทำจริง ๆ ร่วมกันทำให้ประเทศดีขึ้นให้ได้” วิทัย กล่าว

ในฐานะที่ติดตามการทำงานของแบงก์ชาติมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 และติดตามพัฒนาการของแบงก์ชาติ มาทั้งในช่วงสูงสุด และตกต่ำ กรณีนี้ “เข้าใจทั้งสองฝ่าย” แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงกติกาเศรษฐกิจ และการเมืองโลก ในยามนี้ แบงก์ชาติ คงหยุดนิ่ง ไม่ช่วยประเทศก็คงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรพยายามมองให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจของ “การติเตือนเพื่อก่อ” ด้วย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ ธปท. ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานปาฐกถาพิเศษ Governor’s Talk ด้วยหัวข้อ “จดหมายจากใจถึงอาจารย์ป๋วย : ศาสตร์และศิลป์บนเส้นทางห้าปีของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย” เนื่องในโอกาสครบ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

โดยระบุถึง ภารกิจธนาคารกลางไว้ว่า คือ รักษาเสถียรภาพควบคู่กับการพัฒนา

อาจารย์ป๋วยเคยพูดถึง “ศาสตร์ของการเป็นผู้ว่าการ” ว่า “ศาสตร์ หรือ วิทยาการแห่งนโยบาย คือ เป้าหมายการดำเนินนโยบายในความรับผิดชอบของธนาคารกลางนั้น มี 2 เรื่อง 1.การส่งเสริมให้การดำเนินเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปได้โดยดี และ 2.การรักษาเสถียรภาพการเงินให้คู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ”

“อาจารย์ครับ สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ธนาคารกลางต้องปรับ “วิธีทำงาน” ให้สอดคล้องกับบริบทและความคาดหวังของคนในสังคม อย่างไรก็ดี วิธีการทำงานบางเรื่อง ก็มีหลักการวิชาการที่แน่นอน (เป็นศาสตร์) แต่บางเรื่องก็ไม่ การปฏิบัติอาจจะไม่ตรงกัน เป็นศิลปะ เหมือนอย่างที่อาจารย์เคยพูดไว้ว่า “ศิลปะในการปฏิบัตินั้น ได้แก่ ปัญหาว่าควรจะทำอย่างไร.. สอนกันไม่ได้” อดีตผู้ว่าประสาร กล่าว

แต่ไม่ว่าในมุมมองใด ทั้งหมดนี้สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความหมายของค่านิยมร่วม “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” ที่แบงก์ชาติกำลังดำเนินอยู่ แต่จะต้องอยู่ที่การหาบาลานซ์ พยายามสร้างสมดุลใหม่ ให้กับ “แบงก์ชาติ” สร้าง DNA ของคนแบงก์ชาติใหม่ ให้สามารถยืดหยัดในหลักการที่ถูกต้องเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไว้ และช่วยให้คนไทยกินดีอยู่ดีได้

เชื่อว่า ผู้ว่าฯวิทัย เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี มีความตั้งใจอย่างมาก และเมื่อถึงเวลา เราน่าจะเห็น “แบงก์ชาติยุคใหม่” ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงใจทุกคนได้ในเวลาไม่ไกลนี้

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

ประอร นพคุณ

ประอร นพคุณ
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ