
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ยังต้องเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่หากมองลึกลงไปในพฤติกรรมของผู้ซื้อ จะพบว่าความต้องการที่อยู่อาศัยไม่ได้หายไป เพียงแค่เปลี่ยนจากการตัดสินใจที่รวดเร็วมาเป็นการใช้เวลาพิจารณามากขึ้น เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด
ข้อมูลล่าสุดจากดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย สะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมตลาดในช่วงครึ่งแรกของปีจะยังชะลอตัว แต่ผู้ที่เข้ามาค้นหาที่อยู่อาศัยกลับมีคุณภาพมากขึ้น โดยสัดส่วนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นจาก 2.8% เป็น 5.1% ขณะที่ผู้ลงทะเบียนแสดงความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นจาก 8.7% เป็น 15.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ดีมานด์” ยังอยู่ในตลาด เพียงแต่ผู้บริโภคเลือกจะรอความพร้อม ทั้งด้านรายได้ ภาระหนี้ และความมั่นใจทางเศรษฐกิจ ก่อนจะตัดสินใจครั้งสำคัญ
อีกมุมหนึ่ง ผู้ประกอบการเองก็ยังเดินเกมด้วยความระมัดระวัง ข้อมูลจากเว็บไซต์ ThinkOfLiving ระบุว่า ช่วง 5 เดือนแรกของปี จำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงเกือบ 10% ขณะที่จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่หดตัวมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการบริหารสภาพคล่องและการชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนของตลาด
การชะลอเปิดโครงการไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง แต่เป็นการปรับกลยุทธ์ ผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาเร่งระบายสต็อกที่มีอยู่ผ่านแคมเปญส่งเสริมการขาย ส่วนลด และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในช่วงที่มาตรการภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยยังเอื้ออำนวย ถือเป็นการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงคุณภาพของโครงการ แต่รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่ออุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่อัตราการดูดซับเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้น ภาพของตลาดจึงเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลมากกว่าที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในรอบหลายปี ทั้งด้านราคา โปรโมชั่น และเงื่อนไขการซื้อขาย สำหรับผู้ที่มีความพร้อมทางการเงิน ช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่คุ้มค่า
สัญญาณบวกอีกด้านมาจากตลาดบ้านมือสอง ซึ่งยังเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 13.8% ครอบคลุมทุกประเภทที่อยู่อาศัย สะท้อนว่าผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้านราคาและทำเลมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์และนักลงทุนสามารถนำอสังหาริมทรัพย์ในมือออกสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ บทบาทของเอเจนต์อสังหาริมทรัพย์ยิ่งมีความสำคัญมากกว่าเดิม เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงคนพาไปดูบ้าน แต่ต้องการที่ปรึกษาที่เข้าใจตลาด วิเคราะห์ข้อมูลได้ และสามารถช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากที่สุด ความเชี่ยวชาญในการประเมินราคา การวิเคราะห์ทำเล และทักษะการเจรจาต่อรอง ยังคงเป็นคุณค่าที่เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการค้นหาที่อยู่อาศัยยังสะท้อนให้เห็นว่า ทำเลในเขตเมืองยังคงครองความนิยม ไม่ว่าจะเป็นบางจาก สวนหลวง จตุจักร ลุมพินี พระโขนง บางนา และคลองเตย ซึ่งติดอันดับทั้งในตลาดซื้อและตลาดเช่า เหตุผลสำคัญมาจากศักยภาพของทำเลที่เชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชน แหล่งงาน และสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
แม้ปี 2569 จะยังไม่ใช่ปีแห่งการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ไม่ใช่ปีแห่งความสิ้นหวังเช่นกัน เพราะข้อมูลหลายด้านกำลังบ่งชี้ว่า ความต้องการซื้อและเช่ายังมีอยู่ เพียงแต่รอเงื่อนไขที่เหมาะสมในการตัดสินใจ
โจทย์สำคัญของตลาดจากนี้จึงไม่ใช่การรอให้เศรษฐกิจกลับมาสดใส หากแต่เป็นการปรับตัวให้เร็วกว่าเดิม ผู้ประกอบการต้องอ่านดีมานด์ให้ขาดและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เอเจนต์ต้องพัฒนาตัวเองสู่การเป็นที่ปรึกษาที่ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการทำงาน ขณะที่ผู้บริโภคต้องอาศัยข้อมูลและการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ
ในโลกธุรกิจที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ที่รอความชัดเจนอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เริ่มต้น แต่ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อน ย่อมมีโอกาสคว้าความได้เปรียบก่อนเสมอ และสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2569 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่พิสูจน์ว่า “โอกาส” มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายคนมองเห็นเพียงความท้าทาย
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -