
ในช่วงต้นปี 2569 นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการค้าสหรัฐฯ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าด้วยกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องระงับการจัดเก็บภาษีนำเข้าบางส่วนที่ประกาศไว้ในปี 2568 และเปลี่ยนมาใช้อำนาจตาม Section 122 ของ Trade Act of 1974 ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศเพิ่มเติมต่อได้ โดยจัดเก็บในอัตรา 10% เท่ากันเป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. – 24 ก.ค. 2569
ในช่วงระหว่างนี้รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนจะใช้กฎหมายอื่น ๆ ที่ให้อำนาจเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมได้นานขึ้นกว่า Section 122 โดยเฉพาะ Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ซึ่งสามารถใช้เรียกเก็บ Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ ผ่านการสอบสวนประเทศคู่ค้าที่ค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในช่วงวันที่ 11-12 เดือน มี.ค. ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) และ 2) การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor)
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศแนวทางการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 ในประเด็นแรงงานบังคับกับ 60 ประเทศคู่ค้า โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 10%–12.5% แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) อัตรา 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ และ 2) อัตรา 10% สำหรับประเทศที่มีมาตรการดังกล่าวแล้ว แต่ยังบังคับใช้จำกัดและไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ประเทศที่ได้ลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) กับสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้รับการพิจารณาอัตราภาษีที่ต่ำกว่า เช่น มาเลเซีย กัมพูชา ไต้หวัน และอินโดนีเซีย
แนวทางดังกล่าวยังเป็นเพียงการประกาศเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจาก USTR ยังเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าสามารถชี้แจงและเจรจาต่อรองได้ โดยประเทศคู่ค้าสามารถส่งความเห็นและข้อเสนอเพิ่มเติมได้ภายในวันที่ 6 ก.ค. และกำหนดจัด Public Hearing ในวันที่ 7 ก.ค.
SCB EIC คาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศผลสรุปอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 ในประเด็นแรงงานบังคับก่อนวันที่ 24 ก.ค. เพื่อใช้แทนอัตราภาษีนำเข้าชั่วคราวภายใต้ Section 122 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. นี้
ไทยเสี่ยงถูกจัดอยู่ในกลุ่มถูกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 เรื่องแรงงานบังคับ 12.5% เนื่องจาก USTR เห็นว่าไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่ห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างชัดเจน และยังไม่สามารถบังคับใช้มาตรการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมิน 3 นัยต่อการส่งออกไทย
แม้ไทยจะมีโอกาสเข้าชี้แจงและยื่นข้อเสนอต่อรองขอลดอัตราภาษีนำเข้าตาม Section 301 กับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ แต่ไทยอาจขอปรับลดอัตราภาษีลงได้ไม่มาก เนื่องจากไทยยังอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับได้ในระยะสั้น อีกทั้ง ยังไม่ได้บรรลุข้อตกลง Agreement on Reciprocal Trade (ART) กับสหรัฐฯ ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการเร่งผลักดันการเจรจา ART กับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ
มองไปข้างหน้า การค้าระหว่างประเทศของไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญได้แก่
1.ไทยอาจต้องเปิดตลาดในประเทศให้แก่สินค้าสหรัฐฯ มากขึ้นจากการทำ ART
ไทยอาจมีแรงจูงใจในการเร่งเจรจา ART กับสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศที่ลงนาม ART กับสหรัฐฯ แล้วจะมีแนวโน้มได้รับการพิจารณาอัตราภาษีในอัตราต่ำกว่า และช่วยลดความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ากับสหรัฐฯ ได้ ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาค และเพิ่มความน่าสนใจในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อีกทั้ง ยังอาจช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงวัตถุดิบบางอย่างจากสหรัฐฯ ในต้นทุนที่แข่งขันได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเซ็น ART อาจมาพร้อมกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ หากดูจากข้อตกลง ART ของอินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ที่ลงนามไปในช่วง ก.พ. ปี 2569 สะท้อนว่า การได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากสหรัฐฯ ประเทศอาจต้องแลกกับการเปิดตลาด 99% ให้กับสินค้านำเข้าสหรัฐฯ การลดอุปสรรคทางการค้า การเพิ่มการนำเข้าสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือในประเด็นด้านห่วงโซ่อุปทาน การควบคุมการส่งออก และการคัดกรองการลงทุนให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ
ดังนั้น แม้ ART อาจช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตรไทยที่ได้รับการคุ้มครองทางการค้ามาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ การเปิดตลาดและการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมดุลการค้าของไทยที่ยังคงขาดดุลการค้าสูงต่อเนื่องในปีนี้
2ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ไทยเสี่ยงโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมประเด็นนี้ในระยะข้างหน้า เนื่องจากไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของสหรัฐฯ ในเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ภายใต้ Section 301 โดยสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตไทยในประเด็น 1) การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และเกินดุลการค้าในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา และ 2) ภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% ต่อเนื่อง 2 ปี และมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของ COVID-19 แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ กลับสูงขึ้นเร็ว
ในระยะข้างหน้าภาคส่งออกไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำจาก Average Effective Tariff Rate ที่อาจปรับสูงขึ้น จากภาษีนำเข้าเพิ่มเติม Section 301 เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะเป็นการเก็บภาษีเพิ่มจากภาษีที่โดนเก็บภายใต้ Section 301 เรื่องแรงงานบังคับ อีกทั้ง ไทยจะเป็นเพียง 1 ใน 16 ประเทศที่อาจโดนสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่งจำนวนมาก (รุนแรงกว่าเรื่องแรงงานบังคับที่เก็บภาษีมากถึง 60 ประเทศ) ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เนื่องจากภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 สามารถทำได้หลายรูปแบบและยังมีความไม่แน่นอนสูง ความรุนแรงจากผลกระทบของภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจึงขึ้นอยู่กับอัตราภาษีสุดท้ายที่สหรัฐฯ จัดเก็บสินค้าไทย ช่วงเวลาที่สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีแต่ละประเด็นเพิ่มเติม และจำนวนรายการสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษี
สำหรับภาคธุรกิจไทยควรกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยการหาตลาดอื่น ควบคู่กับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาครัฐควรเร่งทำข้อตกลงทางการค้า FTA กับประเทศคู่ค้าที่มีตลาดขนาดใหญ่และศักยภาพสูง ควบคู่กับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงภาษีนำเข้าในระยะข้างหน้า โดยหากไทยมีความจำเป็นต้องเข้าสู่การเจรจา ART กับสหรัฐฯ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการกำหนดกลไกช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition period) ที่เหมาะสม เช่น การทยอยเปิดตลาด การกำหนดโควตานำเข้า หรือมาตรการรองรับผลกระทบต่อภาคการผลิตที่อ่อนไหว เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้จากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และยังแข่งขันได้ในตลาดโลก
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney