ค่าไฟฟ้าแพง จะแก้ยังไง? เผือกร้อนในมือ “เอกนัฏ”

Experts pool

Columnist

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร

Tag

ค่าไฟฟ้าแพง จะแก้ยังไง? เผือกร้อนในมือ “เอกนัฏ”

Date Time: 3 ก.ค. 2569 18:33 น.

Video

คนไทยทุกคนสมควรรู้จัก “การลงทุน” กับ The MONEY GAME x New World Finance | Money Issue EP.57

Summary

แก้ไขต้นทุนเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าแทน ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 

  1. การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า(Adder) 
  2. การลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภาครัฐ 
  3. การทบทวนภาระค่าความพร้อมจ่าย(Availability Payment : AP) ของโรงไฟฟ้า และการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าบางประเภทที่มีประสิทธิภาพต่ำ

Latest


ประเทศไทยได้เผชิญหน้ากับวิกฤตราคาพลังงาน จากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่หลายๆพื้นที่ของโลกไม่ปกติ จึงส่งผลให้ราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติผันผวนขึ้นลงไร้เสถียรภาพด้านราคา

จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล "อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะต้องสรรหามาตรการมาจัดการราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของปัญหาภาคเอกชน และประชาชน โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้มีการลดค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการ ที่หากแบกรับภาระต้นทุนไม่ได้ ก็จะมีการปรับขึ้นราคาสินค้าตามไปด้วย

ที่สำคัญ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทุกพรรคการเมืองต่างโหมประโคมนโยบายลดราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน เพื่อเรียกคะแนนเสียง และขณะนี้ปัญหานี้จึงตกเป็นหน้าที่ของ "เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)"

แต่ล่าสุด ค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ก็ยังคงอยู่ที่อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่สามารถหามาตรการลดค่าไฟฟ้าลงมาได้ จากที่เคยหาเสียงไว้ว่า ค่าไฟฟ้าต้องมีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย

ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบให้กระทรวงพลังงานไปเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ทั้งระบบ ที่มีเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน

ประเด็นสำคัญของแผน คือ การจัดระเบียบค่าไฟใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนการใช้ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนฐานะของผู้ใช้งานมากที่สุด โดยถัวเฉลี่ยค่าไฟจากคนที่ใช้จำนวนมาก มาอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้คนที่ใช้ไฟน้อย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จึงแบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ที่มีจำนวน 15.4 ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่ใหญ่ที่สุด โดยกลุ่มนี้มีแนวทางให้จ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพได้โดยตรง และเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟไปเต็ม ๆ

กลุ่มที่ 2 คือ ผู้ใช้ไฟระดับกลาง กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วย แต่ไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน กลุ่มนี้แยกการจ่ายค่าไฟออกเป็น 2 ส่วน โดยยังคงได้รับสิทธิใน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย แต่สำหรับหน่วยที่เกิน 200 หน่วย ไปถึงไม่เกิน 400 หน่วย จะถูกคิดในอัตราปกติ ที่อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน จัดอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ปน ๆ กัน

กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน จะต้องรับภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยอัตราจะขยับจาก 4.50 บาทต่อหน่วยไปเป็นมากกว่า 5 บาทต่อหน่วย โดยกลุ่มนี้มีจำนวนผู้ใช้ไฟรวม 3.2 ล้านครัวเรือน

ทั้งนี้ หลังจากกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มที่ 3 ได้ประกาศยกพลขึ้นบกถล่มรัฐบาล โดยยืนยันว่า แนวคิดการปรับระเบียบใหม่นี้ ไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าไฟฟ้า ในที่สุด นายเอกนัฏ ก็ประกาศถอยสุดซอย พับแผนแนวคิดดังกล่าว จึงส่งผลให้ กกพ.ยังไม่สามารถประกาศใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่ในงวดประจำเดือนพ.ค.-ส.ค.นี้ได้ ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม ต้องรับภาระจ่ายค่าไฟในอัตรา 3.95 บาทไปอีกงวดหนึ่ง

เมื่อแนวคิดการปรับระเบียบการคิดค่าไฟใหม่ สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกต่อเดือนในราคา ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ที่จะมีการนำภาระบางส่วนไปเฉลี่ยกับผู้ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไปมาช่วยอุดหนุน ล่มสลายทำให้ "เอกนัฏ" ต้องกลับมาทบทวนแนวทางใหม่ โดยยืนยันว่า เป้าหมายลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก จะยังคงเดินหน้าต่อไป

โดยจากนี้ไป จะเข้าไปแก้ไขต้นทุนเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าแทน ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 

  1. การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า(Adder) 
  2. การลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภาครัฐ 
  3. การทบทวนภาระค่าความพร้อมจ่าย(Availability Payment : AP) ของโรงไฟฟ้า และการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าบางประเภทที่มีประสิทธิภาพต่ำ

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมเสนอที่ประชุม กพช. กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับกลุ่ม Data Center โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและกำลังขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะกำหนดโครงสร้างค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่สร้างภาระต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

เอกนัฏกล่าวสรุปในเรื่องนี้ว่า หากสามารถดำเนินการทั้ง 3 เรื่องได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระ Adder ลดค่าความพร้อมจ่าย และจัดระเบียบต้นทุนระบบไฟฟ้า รวมถึงให้ Data Center เข้ามารับภาระต้นทุนที่เหมาะสม จะช่วยให้ประชาชนใช้ไฟ 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยได้ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าไฟผู้ใช้เกิน 400 หน่วย

เอกนัฏ ได้ระบุอีกว่า ปัญหาค่าไฟทางหลวง ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องเร่งจัดการแก้ไข เนื่องจากที่ผ่านมามีการผลักภาระส่วนนี้ไปให้ประชาชน โดยนำไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของทุกประเภทและตีเป็นความสูญเสียในระบบ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

“ไฟทางหลวง ทางหลวงชนบท ต้องแยกบัญชีให้ชัดว่าตกลงเอาไปใช้เท่าไหร่ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานนับ 10 ปี ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทต่อปี”

ทำให้ต้องรอดูว่า บทสรุปเรื่องนี้ จะจบลงอย่างไร จะช่วยลดภาระประชาชนได้จริงหรือไม่และใครจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าไฟทางหลวง

“อีกแนวทางในมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า โดยการชดเชยค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ผมขอยืนยันว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติ นำรายได้หรือกำไรจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในส่วนที่ไม่กระทบแผนการลงทุน มาสำรองจ่ายช่วยเหลือไปก่อน โดยการดำเนินการส่วนนี้จะเป็นคนละส่วน กับการรับภาระค่าเชื้อเพลิง (AF) ที่กฟผ.แบกรับอยู่เดิม”

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบผลกำไรสุทธิของ กฟผ. ในปี 2567 พบว่ามีผลกำไร 49,611 ล้านบาท และปี 2568 มีผลกำไร 42,316 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าว กฟผ.ได้นำเงินรายได้นำส่งรัฐเป็นรายได้ของแผ่นดินเมื่อ ปี 2567 จำนวน 21,335 ล้านบาท และปี 2568 จำนวน 20,064 ล้านบาท

ขณะที่ ผลกำไรของ กฟผ. ส่วนที่เหลือจากนำส่งเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินแล้ว จะถูกจัดสรรนำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และนำไปใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กฟผ. ขณะเดียวกัน ในงบดุลของ กฟผ.ยังมีภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) ค้างรับจากรัฐบาลอีกจำนวน 35,928 ล้านบาท จากกรณีช่วยรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นแทนรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงต้องมาดูกันว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) จะยอมให้มีการรีดกำไรของ กฟผ.มาช่วยลดค่าไฟหรือไม่ และหากยินยอม ต้องมาลุ้นดูว่า จะยอมเฉือนกำไรมาให้ได้มากน้อยเพียงใด และจะช่วยนำมาลดค่าไฟฟ้าให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือนได้กี่สตางค์ต่อหน่วย

ขณะที่อีกประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน คือ เหตุใดนายเอกนัฏ จึงไม่ไปล้วงกำไรของ กฟน. และ กฟภ.มาช่วยเหลือลดค่าไฟให้เท่าเทียมกันทั้ง 3 การไฟฟ้า

ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานได้มองต่างมุมว่า กรณีนี้แม้จะมีการปรับเปลี่ยนการเก็บค่าไฟฟ้าในบางจุด แต่ไม่ใช่การลดต้นทุนพลังงานโดยรวม การจัดระเบียบค่าไฟฟ้าใหม่ และห่างไกลการปรับโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม

เนื่องจากการย้ายภาระค่าไฟฟ้าไปให้ กฟผ.ร่วมรับผิดชอบ จะทำได้นานเท่าไร กฟผ.ก็คงไม่สามารถแบกรับภาระได้ตลอดไป หรือนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder ที่ให้ราคาสูงถึง 4-5 บาทต่อหน่วย โดยหวังว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดพลังงานสะอาดในช่วงแรก แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นภาระต้นทุนสูงที่สะท้อนอยู่ในค่าไฟของประชาชน

ที่สำคัญอีกหนึ่งของแผนงานของกระทรวงพลังงาน ที่ผลักดันออกมาดับวิกฤตค่าไฟแพง คือการเสนอให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่จะเปิดให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินให้รัฐในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ไฟมาเป็นผู้ผลิตไฟ แต่ในข้อเท็จจริง วิธีการนี้ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าร่วมโครงการได้ เพราะการติดตั้ง “โซล่าร์รูฟท็อป” ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ต้องใช้พื้นที่ที่เหมาะสม ต้องมีศักยภาพเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ ซึ่งทำให้คนที่มีศักยภาพทางการเงินต่ำเข้าไม่ถึงสินเชื่อ จึงมีเพียงกลุ่มคนมีศักยภาพที่จะสามารถลดค่าไฟได้ ขณะที่กลุ่มเปราะบาง ยังคงไม่สามารถเข้าถึงโซล่าร์รูฟท็อปได้

ดังนั้น การแก้ปัญหาค่าไฟฟ้า จะต้องมาจากการหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะภาพรวมนโยบายการลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น ๆ เพื่อตัดจบปัญหาเฉพาะหน้า จึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบ ตั้งแต่ การคิดค่าไฟฟ้า การจัดการสัญญาพลังงานเชื้อเพลิงทุกประเภท การผลักดันให้เกิดพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน

เพราะแม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำได้ไม่ครบทุกประเด็น แต่หากสามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในอนาคตก็อาจลดลงได้เช่นกัน

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ