
โทนตลาดเปลี่ยนจาก "เลือกหุ้นเชิงรุก" มาเป็น "ระมัดระวังขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นถอยทั้งหมด" เพราะเศรษฐกิจยังโตได้แม้เงินเฟ้อกลับมา
สองสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชุมธนาคารกลางหลายแห่งสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดการเงินอย่างมาก แม้จะมีข่าวดีเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเข้ามาช่วยก็ตาม
เริ่มจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ประชุมครั้งแรกในยุคประธานคนใหม่ Kevin Warsh ผลออกมาคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ตามคาด ด้วยมติเอกฉันท์ 12-0 แต่ "dot plot" หรือแผนภาพคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการเฟด คราวนี้ขยับขึ้นจนชี้ว่าปีนี้เฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง พลิกจากเมื่อเดือนมีนาคมที่จะได้ลดดอกเบี้ย
ตลาดตอบรับทันทีในเชิงลบ หุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500, Nasdaq และ Dow Jones ปรับลงราว 1% ดัชนีความกลัว (VIX) พุ่งขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีขยับขึ้นใกล้ 4.5% และเงินดอลลาร์แข็งค่า เพราะตลาดเริ่มยอมรับว่าดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานกว่าที่คิด
แต่สิ่งที่เปลี่ยนลึกกว่าตัวเลข คือ "วิธีสื่อสาร" ของเฟดยุคใหม่ Warsh เลือกตัดการส่งสัญญาณทิศทางล่วงหน้า (forward guidance) ออก และทำคำแถลงให้สั้นลง โดยบอกว่าในภาวะที่ทุกอย่างไม่แน่นอนขนาดนี้ เฟดไม่ควรผูกมัดตัวเองล่วงหน้า ทำให้คาดการณ์ทิศทางระยะต่อไปยากขึ้น
และเฟดเป็นเพียง "ระฆังใบที่สาม" ที่ดังขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
ระฆังใบแรกดังจากยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 2.25% เป็นธนาคารกลางหลักรายแรกที่ขึ้นดอกเบี้ยนับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปะทุ ที่น่าสนใจคือ ECB ลดคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนปีนี้เหลือโตเพียง 0.8% แต่กลับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 3.0% พูดง่าย ๆ คือ "เศรษฐกิจแย่ลง แต่ยังต้องขึ้นดอกเบี้ย" ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ECB กลัวว่าถ้าปล่อยไว้ เงินเฟ้อจะลามไปสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าอื่นจนฝังราก แก้ยาก
ระฆังใบที่สองดังจากญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.00% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี (นับตั้งแต่ปี 1995) เพราะแรงกดดันมีมากเกินกว่าจะนิ่งเฉย ทั้งเงินเฟ้อที่ยืนเหนือ 2% ค่าจ้างที่เพิ่งขึ้นแรงสุดในรอบหลายสิบปี และเงินเยนที่อ่อนค่าจนกลายเป็นตัวนำเข้าเงินเฟ้อเสียเอง ที่ต้องจับตาคือ เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นสูงขึ้น เงินทุนญี่ปุ่นที่เคยไหลออกไปลงทุนทั่วโลกอาจทยอยไหลกลับบ้าน และทำให้ภาวะการเงินทั้งโลกตึงตัวขึ้นอีก
หลายคนอาจหวังว่า พอสงครามจบ น้ำมันลง เงินเฟ้อลง ธนาคารกลางก็จะกลับมาลดดอกเบี้ยได้เหมือนเดิม แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น ความเสี่ยงตัวจริงไม่ได้อยู่ที่เงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ ที่ 4.2% แต่ซ่อนอยู่ในราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เร่งขึ้นถึงราว 6.5%
ต้นทุนก้อนนี้ยัง "ค้างอยู่ในท่อ" รอวันส่งผ่านมายังผู้บริโภค เหมือนที่เคยเกิดในยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เงินเฟ้อลากยาวกว่าที่ใครคาดไว้มาก ยิ่งกว่านั้น ช่องแคบฮอร์มุซเองก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาปกติ เพราะมีเรือกว่า 600 ลำติดค้างอยู่ ทำให้ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงอีกพักหนึ่ง ส่วนประเทศเกิดใหม่ที่ฐานะการเงินอ่อนแอก็ยังเปราะบาง อย่างอินโดนีเซียที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินเพื่อพยุงค่าเงิน
แล้วไทยอยู่ตรงไหน? ข่าวดีคือไทยอยู่ในสถานะที่ดีกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ แม้เราจะขาดดุลทั้งการคลังและการค้า แต่ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนตามการลงทุนด้านดิจิทัล อีกทั้งทุนสำรองของไทยยังสูงติดอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค เราจึงประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงดอกเบี้ยที่ 1% ไปตลอดปีนี้ โดยมองว่าเงินเฟ้อที่เร่งขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราวจากต้นทุน ซึ่ง "มองข้าม" ได้
ทั้งนี้ ภาพข้างหน้าไม่ได้มืดมนไปทั้งหมด โดยเรามองผ่านกรอบ "ต้านแรงโน้มถ่วง" (Escape Velocity) ง่าย ๆ คือ ไตรมาส 3 เศรษฐกิจจะเจอ 3 "แรงโน้มถ่วง" ที่คอยฉุดไว้ ได้แก่ เงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของนโยบายเฟด แต่อีกด้านก็มี 3 "แรงขับ" ที่จะช่วยดันขึ้นและทำให้เงินเฟ้อค่อย ๆ คลายลง นั่นคือ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่จะดึงราคาน้ำมันลง มาตรการการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและไทย (ไทยมีกรอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท) และกระแสการลงทุนใน AI ที่ยังดันความต้องการชิปและ Data Center ทั่วโลก ถ้าแรงขับชนะแรงโน้มถ่วงได้ เศรษฐกิจและการลงทุนข้างหน้าก็จะกลับมา "สุขภาพดี" ขึ้น
สำหรับนักลงทุน เรามองว่าโทนตลาดเปลี่ยนจาก "เลือกหุ้นเชิงรุก" มาเป็น "ระมัดระวังขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นถอยทั้งหมด" เพราะเศรษฐกิจยังโตได้แม้เงินเฟ้อกลับมา
จุดน่าสนใจคือ เมื่อดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานและผลตอบแทนพันธบัตรเป็นขาขึ้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์ตรงที่สุดคือ "ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่" เพราะรักษาส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ได้ดี นำโดย SCB, BBL, KBANK และ KTB แต่ควรเลือกเฉพาะแบงก์ใหญ่ ไม่ใช่หุ้นการเงินทั้งกลุ่ม เพราะหุ้นสินเชื่อรายย่อยยังโดนขายกดดัน
ส่วนหุ้นเทคโนโลยีที่ได้แรงหนุนจาก AI ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือกบริษัทที่กำไรโตจริงและราคาไม่แพงเกินไป ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare) ยังเหมาะเป็นหุ้นตั้งรับ
ส่วนกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูงอย่างโรงไฟฟ้า กองรีท (REITs) และหุ้นเติบโตคุณภาพต่ำ ควรลดน้ำหนักลง ด้านพันธบัตรเน้นอายุสั้น-กลางราว 3-7 ปี เพื่อรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และคงทองคำไว้กระจายความเสี่ยง แต่ยังไม่ต้องรีบเพิ่ม
สรุปคือ ต้นทุนการเงินจะไม่กลับไปถูกเหมือนเดิม แต่ตราบใดที่เศรษฐกิจยังโตได้และแรงขับทั้งสามยังทำงาน โอกาสลงทุนก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องเลือกให้ "ใช่" มากขึ้น ข่าวดีจากฮอร์มุซอาจซื้อดอกเบี้ยถูกกลับมาไม่ได้ แต่ก็มากพอจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยและโลกค่อย ๆ ไต่ขึ้นพ้นแรงโน้มถ่วง ไปสู่จังหวะการลงทุนที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นในระยะถัดไป
ขอให้นักลงทุนโชคดี
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้