จับตาบทแรก JUMP+ ยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียน สร้างความเชื่อมั่น-เสริมแกร่งตลาดทุนไทย

Experts pool

Columnist

Tag

จับตาบทแรก JUMP+ ยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียน สร้างความเชื่อมั่น-เสริมแกร่งตลาดทุนไทย

Date Time: 1 พ.ค. 2569 18:24 น.

Video

ถอดรหัส 5 ธุรกิจต้นแบบ ESG Excellence จาก Krungsri ESG Awards 2025 | On The Rise EP.25

Summary

บริษัทที่ร่วมโครงการต้องจัดทำแผน JUMP+ โดยต้องกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนการเติบโตระยะ 3 ปี ทั้งแผนด้านธุรกิจและด้านธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างมูลค่าธุรกิจในระยะยาว (พ.ศ. 2569-2571) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

Latest


ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี สำหรับก้าวแรกของโครงการ JUMP+ โครงการยกระดับศักยภาพและเพิ่มมูลค่าของ บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หวังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยในระยะยาว

โครงการ JUMP+ ถือเป็น “โครงการเรือธง” หรือ flagship projects ตามแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในยุคของ “อัสสเดช คงสิริ” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯคนปัจจุบัน ที่ต้องการสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือ โดยมีสินค้าที่มีคุณภาพ, มีการเติบโตของธุรกิจ มีธรรมาภิบาลที่ดี ผ่านการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับ บจ.

โดย“อัสเดช” ได้นำเสนอไอเดียและผลักดันโครงการนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางมรสุมมากมายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนหน้านี้ ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ความน่าสนใจของตลาดทุนไทยได้ลดลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค ทั้ง Trading Value มูลค่า Market Cap ไปในทิศทางเดียวกับความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนที่ลดลง จากตัวเลขกำไรผลประกอบการทั้ง Net Profit, ROE และ EPS

โดยเขาหมายมั่นปั้นมือที่จะทำโครงการนี้ ให้ประสบความสำเร็จ เหมือนโครงการ “ต้นแบบ”ที่มีแนวคิดมาจาก โครงการ “Corporate Value Up” (การยกระดับมูลค่าองค์กร) ของประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการปฏิรูปธรรมาภิบาลของ Tokyo Stock Exchange ที่ให้บริษัทตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้ ได้ส่งผลให้ดัชนีนิเคอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 10,000 จุด ขึ้นมาอยู่ในระดับปัจจุบันกว่า 50,000 จุด!!

ขณะที่โครงการ JUMP+ ของตลาดหุ้นไทย ยังต้องการยกระดับความน่าสนใจของ บจ. และตลาดทุนไทย โดยส่งเสริมให้ บจ. มีเป้าหมายและแผนระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบริษัท (Corporate Value) ควบคู่ไปกับการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทที่ร่วมโครงการต้องจัดทำแผน JUMP+ โดยต้องกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนการเติบโตระยะ 3 ปี ทั้งแผนด้านธุรกิจและด้านธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างมูลค่าธุรกิจในระยะยาว (พ.ศ. 2569-2571) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

ที่ว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้นนั้น เพราะโครงการ JUMP+ หลังสิ้นสุดระยะเวลาการสมัครและส่งแผน JUMP+ ที่มี บจ. เข้าร่วมโครงการถึง 143 บริษัท คิดเป็น 16% ของ บจ. ทั้งหมด 868 บริษัท เป็น บจ. ใน SET 87 บริษัท และ mai 56 บริษัท ครอบคลุม บจ. หลายขนาด และอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งที่ในช่วงแรกของการเปิดตัวกระแสการเข้าร่วมโครงการของ บจ. ต่างๆ น้อยมาก จนต้องขยายเวลาการรับสมัคร แต่การกระตุ้นและผลักดันให้ บจ. ต่างๆ เห็นความสำคัญและประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการก็ประสบความสำเร็จ เมื่อบริษัทต่างๆ ทยอยเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก

และล่าสุด บริษัทต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการได้นำเสนอแผน JUMP+ ต่อผู้ลงทุนครบทุกบริษัทแล้วเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า แผนด้านธุรกิจนั้น มี บจ. ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้หรือกำไรสูงถึง 138 บริษัท คิดเป็น 96% และมีแผนกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย 278 แผนงาน ครอบคลุมทั้งมิติการเติบโต (Growth) ประสิทธิภาพ (Profitability and Efficiency) และเสถียรภาพ (Financial Stability)

เช่น ในฝั่งของการเพิ่มรายได้ โดยขยายฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่าย การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ การเพิ่มกำลังการผลิต ผ่านการลงทุนในเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจใหม่ หรือกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ

ขณะที่ในฝั่งการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ปรับปรุงกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน (Process Improvement), บริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร นำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ (Digital/Automation) รวมถึงปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มอัตรากำไร เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำแผนสร้างเสถียรภาพให้องค์กร เช่น จัดโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน, บริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด, ยกระดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน

ส่วนแผนด้านธรรมาภิบาลมีจำนวน 272 แผนงาน กว่าครึ่งเป็นแผนยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน แผนยกระดับการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด และแผนยกระดับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน การได้รับการรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) รวมทั้งแผนยกระดับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้าน Governance

นอกจากนี้ มี 114 บริษัท หรือ 80% ของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ที่เลือกจัดทำแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Plan) แบบสมัครใจ โดยจัดให้มีการรายงานและทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีแนวทาง เช่น ปรับการใช้พลังงานสะอาด, ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง, เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการใช้พลังงานในกระบวนการดำเนินงาน โดยปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสีย เป็นต้น ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้าน ESG ของ บจ.

และหลังจากนี้ บจ. ทุกแห่งที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานตามแผน JUMP+ และสื่อสารให้ผู้ลงทุนทราบ อย่างน้อยทุก 6 เดือน

โดยนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้น สามารถติดตามว่าผู้บริหารบริษัทได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และสามารถโยนคำถามไปถึงผู้บริหาร บจ. ได้โดยตรง ในการนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน JUMP+ ของบริษัท ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ

แต่ในอนาคตหากมีปัจจัยใด มากระทบการดำเนินงานตามแผน JUMP+ ของบริษัท บจ. ยังสามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมาย แผนงาน หรือข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับแผน JUMP+ ได้ แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และต้องเปิดเผยและสื่อสารข้อมูลแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

ดังนั้น สิ่งที่ชวนให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ภารกิจของ บจ. ดำเนินการตามแผนงานที่ได้วางไว้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และต้องเปิดเผยและส่งต่อข้อมูลความคืบหน้า แผนสำเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ให้กับผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

และนี่เป็นเพียงก้าวแรกหรือการ “นำร่อง” ของโครงการ JUMP+ ยังมีบริษัทที่เหลืออีก มากกว่า 80% ที่ยังไม่ได้เข้าร่วม เชื่อมั่นว่าทุกหน่วยงานในตลาดทุนให้การส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันโครงการนี้ เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่บริษัทและธุรกิจจะได้ประโยชน์ ตลาดทุนและผู้ถือหุ้นก็ได้ประโยชน์ และส่งผลไปถึงเศรษฐกิจประเทศโดยรวมก็จะได้ประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้



Author

วณิชยา แสงทอง

วณิชยา แสงทอง
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ