
ครม. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง วงเงิน 2,060 ล้านบาท
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งสะท้อนมายังต้นทุนพลังงานภายในประเทศ และกดดันค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคการขนส่งที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันในระดับสูง ดังนั้นรัฐบาลจึงได้เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ภายใต้กรอบวงเงินกว่า 2,060 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งสาธารณะ ตามนโยบายเร่งด่วนของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกเร่งขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลเชิงรูปธรรมโดยเร็ว
โดย “สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลืออย่างชัดเจน ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึง รถบรรทุกขนส่งสินค้า เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับลักษณะการให้บริการและต้นทุนที่แตกต่างกัน
ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาให้ความช่วยเหลือใน 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ได้รับสิทธิจะต้องให้บริการขนส่งสาธารณะจริงในช่วงเวลาดังกล่าว และ จะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังเมื่อผ่านการตรวจสอบข้อมูลการให้บริการและเอกสารครบถ้วน
สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะได้รับการออกแบบมาตรการแบบผสม ทั้งรูปแบบเหมาจ่ายและอิงตามระยะทาง เพื่อสะท้อนพฤติกรรมการใช้งานจริง โดยรถโดยสารในเส้นทางหลักและในเขตกรุงเทพมหานครบางหมวด ได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน ภายใต้เงื่อนไขต้องมีระยะทางวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร ขณะที่บางเส้นทางได้รับการชดเชยตามระยะทางในอัตรา 2 บาทต่อกิโลเมตร พร้อมเพดานรายวัน เพื่อควบคุมงบประมาณและกระตุ้นการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
ส่วนรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถบัส รถมินิบัส และรถตู้ ได้รับเงินช่วยเหลือในลักษณะเหมาจ่ายตามประเภทและการใช้งาน โดยกำหนดเงื่อนไขระยะทางแตกต่างกัน ระหว่างการใช้งานเชิงพาณิชย์ทั่วไปและการรับส่งพนักงาน ซึ่งจะสะท้อนความพยายามออกแบบมาตรการให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย
ขณะที่กลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 6,000 บาทต่อคัน สำหรับรถขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป และ 3,000 บาทต่อคัน สำหรับรถขนาดเล็ก โดยกำหนดระยะทางขั้นต่ำเพื่อยืนยันการประกอบกิจการจริง ลดความเสี่ยงของการใช้สิทธิไม่ตรงวัตถุประสงค์
ขณะที่กลุ่มรถรับจ้าง ได้แก่ รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ได้รับเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายเช่นกัน โดยรถแท็กซี่ต้องติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ควบคู่กับการวิ่งให้บริการไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร ขณะที่รถจักรยานยนต์สาธารณะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 840 บาทต่อคัน ซึ่งแม้เป็นวงเงินไม่สูง แต่สะท้อนการดูแลผู้มีรายได้น้อยในระบบขนส่งฐานราก
ทั้งนี้ในการบริหารจัดการ กรมการขนส่งทางบกได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบ ทั้งระบบ GPS และแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE เพื่อเก็บข้อมูลการเดินรถแบบเรียลไทม์ พร้อมกำหนดให้ผู้ขับรถต้องยืนยันตัวตนผ่านการสแกน QR Code ทุกครั้งที่เริ่มและสิ้นสุดการให้บริการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตและการแอบอ้างสิทธิ
สำหรับกระบวนการขอรับสิทธิ กรมการขนส่งทางบกได้เปิดให้ผู้ประกอบการและผู้ขับรถที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ ลงทะเบียนขอรับสิทธิระหว่างวันที่ 16–19 เมษายน 2569 โดยสามารถเลือกดำเนินการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ การลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ การยื่นคำขอแบบ Walk-in ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ในวันและเวลาราชการระหว่าง 08.30–16.30 น.
ขณะที่ผู้ที่ยื่นรับสิทธิจะต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์ และ แนบเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและโอนเงินช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้ย้ำถึงมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด หากตรวจพบการปลอมแปลงหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ได้รับสิทธิ จะถูกตัดสิทธิทันที และอาจเผชิญความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงส่งผลต่อการพิจารณาใบอนุญาตประกอบการขนส่งในอนาคต
การเปิดลงทะเบียนในครั้งนี้นับเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ “พิพัฒน์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ “สิริพงศ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ให้บริการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงทุกประเภท ทั้งน้ำมันดีเซลและเบนซิน โดยกรมฯได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้จัดเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาลงทะเบียน เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดความแออัดในพื้นที่ให้บริการ ขณะเดียวกันได้เชิญชวนผู้มีสิทธิตามเงื่อนไขเร่งดำเนินการลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลการเดินรถผ่านระบบ GPS ก่อนรับเงินช่วยเหลือผ่านระบบพร้อมเพย์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป
จะเห็นได้ว่ามาตรการอัดฉีดครั้งนี้สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการพยุงภาคขนส่ง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ขณะเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ละเอียดและการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบเข้มข้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่าง “การช่วยเหลือ” และ “การกำกับดูแล” เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณเข้าถึงผู้ประกอบการตัวจริง และเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในระยะสั้นและระยะยาว
ติดตามข่าวสารอัปเดต เศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ล่าสุด ได้ที่นี่
ข่าวเศรษฐกิจ : https://www.thairath.co.th/money/economics
เศรษฐกิจในประเทศ : https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
เศรษฐกิจโลก : https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ