เมื่อเงินขาดมือ…อะไรคือสิ่งแรกที่ควรตัดใจขาย?

Experts pool

Columnist

Tag

เมื่อเงินขาดมือ…อะไรคือสิ่งแรกที่ควรตัดใจขาย?

Date Time: 12 เม.ย. 2569 08:30 น.

Video

ถอดรหัส 5 ธุรกิจต้นแบบ ESG Excellence จาก Krungsri ESG Awards 2025 | On The Rise EP.25

Summary

เมื่อเงินขาดมือ…อะไรคือสิ่งแรกที่ควรตัดใจขาย? จัดลำดับให้ดี เพื่อรักษาทั้ง “กระแสเงินสด” และ “ใจ” ของคนในบ้าน


Latest


ในช่วงที่ความผันผวนทางการเงินไม่ได้เป็นแค่ข่าว แต่เริ่มกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว หลายครอบครัวอาจกำลังเผชิญสถานการณ์ “เงินตึงมือ” มากกว่าที่เคย

คำถามที่ตามมาคือ “เราควรใช้เงินสำรองให้หมดก่อนดีไหม 

หรือควรเริ่ม “ปล่อยของ” บางอย่างตั้งแต่ตอนนี้”

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การคำนวณตัวเลข

แต่คือการตัดสินใจที่เกี่ยวกับทั้ง “เงิน” และ “ความรู้สึก” ของคนในบ้านไปพร้อมกัน

1. อย่ารอให้เงินหมด แล้วค่อยเริ่มคิดขาย

หลายคนเลือกใช้เงินสำรองไปเรื่อย ๆ จนใกล้หมด แล้วค่อยเริ่มคิดว่าจะขายอะไรดี แต่ในมุมของการวางแผนการเงิน เงินสำรอง คือ “เวลา” 

เวลาที่ช่วยให้เราคิด วางแผน และ “เลือก” ได้ แทนที่จะถูกสถานการณ์บังคับ ถ้ารอจนเงินเกือบหมด เรามักจะตกอยู่ในจุดที่ “ต้องขายเพราะจำเป็น”

แนะนำว่าหากใช้เงินสำรองไปประมาณ 70% แล้ว และสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็ควรเริ่มวางแผนขายสินทรัพย์ได้แล้ว เพราะการเหลือเงินก้อนเล็ก ๆ ไว้ใช้ได้อีก 1–2 เดือน จะช่วยให้เราไม่รู้สึกกดดันตัวเองจนเกินไป

2. ขายอะไรดี? เรียงตาม “ความสำคัญ” และ “ผลกระทบต่อชีวิต”

เวลาต้องตัดสินใจขายทรัพย์สิน การเรียงลำดับให้ถูก จะช่วยให้เรา “รอดแบบยั่งยืนและใจไม่เสีย” ไม่ใช่แค่รอดจากปัญหาแค่ระยะสั้น

สิ่งสำคัญที่ต้องระวัง:

“ของที่ใช้ทำมาหากิน” ไม่ควรเป็นตัวเลือกแรก ตัวอย่างเช่น รถที่ใช้ขับไปทำงานหรือสร้างรายได้, อุปกรณ์ทำงาน, เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า แต่ถ้าขายไปแล้วทำให้ “รายได้หาย” อาจยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงในระยะยาว

อันดับ 1: สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย และไม่กระทบชีวิต เช่น ทองคำเพื่อการลงทุน, กองทุนที่ไม่ติดเงื่อนไข

ข้อดีคือ ขายง่าย ราคาอ้างอิงชัด และไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน

อันดับ 2: ของฟุ่มเฟือย หรือของที่ไม่ได้จำเป็นจริง เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม, นาฬิกา, อุปกรณ์หรือของสะสมต่าง ๆ

สิ่งเหล่านี้เคยให้ความสุขในช่วงหนึ่ง และในวันที่จำเป็น การเปลี่ยนเป็นเงินก็ถือเป็นการใช้ทรัพย์สินอย่างมีเหตุผล

อันดับ 3: สินทรัพย์ที่ “สร้างรายจ่าย” แต่ไม่จำเป็น เช่น รถคันที่ไม่ค่อยได้ใช้, คอนโดที่ปล่อยเช่าไม่ออกแต่ยังมีค่าใช้จ่าย

การขายสินทรัพย์กลุ่มนี้ (โดยเฉพาะเมื่อราคาไม่มีแนวโน้มจะขึ้น) นอกจากได้เงินก้อน ยังช่วยลดภาระรายเดือนที่กดดันกระแสเงินสดได้ด้วย

อันดับสุดท้าย: ฐานความมั่นคงของชีวิต เช่น บ้านที่อยู่อาศัย, ประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ

สิ่งเหล่านี้คือปราการสุดท้าย ควรเก็บไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้

3. เรื่องเงินในบ้าน ต้องคุยกัน ไม่ใช่แบกไว้คนเดียว

ในหลายครอบครัว คนที่ดูแลเรื่องเงินมักพยายามจัดการทุกอย่างเอง เพราะไม่อยากให้คนอื่นกังวล แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจเรื่องใหญ่แบบนี้ ควรเป็นเรื่องของ “ทั้งบ้าน” บอกสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ต้องทำให้ทุกคนตกใจ รับฟังความรู้สึกของกันและกัน เพราะของบางอย่างอาจมีคุณค่าทางใจมากกว่ามูลค่าทางเงิน

แล้วตั้งจุดตกลงร่วมกัน เช่น หากเงินสำรองลดลงถึงระดับหนึ่ง จะเริ่มขายสินทรัพย์ชิ้นใด เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความรู้สึกผิดจะลดลง และความร่วมมือจะเพิ่มขึ้น

สรุป

การต้องขายทรัพย์สินที่หามาด้วยความตั้งใจเมื่อเจอปัญหา ไม่ใช่ความล้มเหลว ทรัพย์สินหาใหม่ได้เสมอ การเลือกปล่อยบางอย่างในวันนี้ คือการรักษาสิ่งสำคัญกว่า นั่นคือ โอกาสให้ชีวิตเราและทั้งครอบครัวเดินต่อได้

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

พนิดา ชูกุล (มาดามฟินนี่)

พนิดา ชูกุล (มาดามฟินนี่)
CPA และ content creator เจ้าของเพจ “มาดามฟินนี่” ผู้เขียนเรื่องการเงินแบบเข้าใจง่ายจากประสบการณ์ชีวิตจริง เพราะเชื่อว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ และการจัดการเงินที่ดีควรเริ่มจากความเข้าใจชีวิต