
หากนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่สหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร “Epic Fury” และ “Lion's Roar” โจมตีอิหร่าน จนล่าสุดในช่วงเช้าของวันที่ 27 มี.ค.2569 ซึ่งกำลังจะครบ 1 เดือนของสงคราม และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ได้ปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 100% ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในบ้านเราเพิ่มขึ้นมาแล้ว 9 บาทต่อลิตร ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้นไปมากกว่าที่ 11.50 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มที่ราคาขายปลีกน้ำมันในบ้านเราจะปรับสูงขึ้นอีกจากราคาในขณะนี้
ทำให้สินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค รวมทั้ง ค่าขนส่ง ทั้งขนส่งสาธารณะ และขนส่งสินค้า เตรียมตัวขอปรับขึ้นราคา หากสถานการณ์ราคาพลังงานในเดือน เม.ย.นี้ยังไม่ผ่อนคลายลง ขณะที่สินค้าบางรายการก็ได้ปรับขึ้นราคาไปบ้างแล้ว เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบ รวมไปถึงข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวบางร้านที่แบกรับต้นทุนไม่ไหว
ซ้ำเติมฐานะการเงินของชนชั้นกลาง ไปจนถึงผู้มีรายได้น้อยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ยากลำบากมากขึ้น !!
เพราะจริงๆ แล้วสภาวะเงินช็อต เงินไม่พอใช้จ่าย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสงครามอิหร่านครั้งนี้ แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โควิดในปี 2563 ซึ่งแรงงานไทยส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้แต่ละเดือนแทบไม่พอรายจ่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 30,000 บาทต่อเดือน และยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด ฐานะการเงินยิ่งวิกฤติมากขึ้น เพราะแรงงานในบางภาคถูกปรับลดรายได้ หรือเงินเดือนลง
ทั้งนี้ ข้อมูลค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยจำแนกตามอุตสาหกรรม ของแบงก์ชาติ ระบุว่า ณ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ที่ผ่านมา ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยรวมของแรงงานไทยอยู่ที่ 14,048.41 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ผ่านไป 6 ปี ข้อมูลล่าสุดที่มีในไตรมาส 4 ของปี 2567 พบว่าค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 15,737.61 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบสิ้นปี 2567 กับ 6 ปีก่อน ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นน้อยมากเพียง 12% เท่านั้น
และที่น่าสนใจคือ หากเทียบระหว่างค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานในภาคเกษตร และแรงงานนอกภาคเกษตร แรงงานในภาคเกษตรมีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงมากกว่า อาจเป็นเพราะค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในภาคเกษตรต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของกลุ่มนอกภาคเกษตร หรือภาคอุตสาหกรรมและบริการค่อนข้างมาก
โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคการเกษตร ไตรมาสที่ 4 ปี 2561 อยู่ที่ 5,740.81 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 8,293.78 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 44.5% ในช่วง 6 ปี
ส่วนค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยนอกภาคการเกษตรในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 อยู่ที่ 14,942.41 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบกับค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของนอกภาคเกษตร ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 16,093.75 บาทต่อคนต่อเดือน จะเพิ่มขึ้น 7.7% ในช่วง 6 ปี
ขณะที่ข้อมูลในด้านรายจ่ายในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เทียบรายจ่ายต่อเดือนเฉลี่ย ในปี 2561 และ 2567 จากหลายๆ หน่วยงานที่มีการเก็บรวบรวมตัวเลขดังกล่าวพบว่า ฝั่งรายจ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าฝั่งรายได้เฉลี่ย โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 14%
สอดคล้องกับบทวิจัยล่าสุดของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ที่มีการวิจัยรายได้ที่แท้จริง (รวม OT โบนัส) ของแรงงานไทย ซึ่งคิดมาจากรายได้ของแรงงานหักด้วยอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563-2568 รายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยลดลงต่อเนื่อง และแม้ว่าปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงจะฟื้นขึ้นมาได้ใกล้ๆ กับปี 2563 แต่ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด
ขณะที่สิ่งที่ SCB EIC เป็นห่วงคือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อาจจะทำให้เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมากในปีที่ผ่านมา จะพุ่งขึ้นทะลุไปที่ 3.2% แต่หากสงครามจบช้า ลากยาวจาก 2 เดือนเป็น 4 เดือน เงินเฟ้อปีนี้อาจจะพุ่งไปที่ 4-5% ซึ่งเงินเฟ้อที่สูง และจะสวนทางกลายเป็นแรงกดดันให้รายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยในปี 2569 นี้ให้ลดต่ำลงอีก
กลายเป็นยิ่งทำงาน ยิ่งจนลง เพราะรายได้ที่ได้ไม่ได้ขึ้นตามค่าครองชีพที่จ่อพุ่งสูงขึ้น ยิ่งออกไปทำงาน ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งจากผลกระทบของวิกฤตราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ค่าไฟฟ้าที่จ่อขึ้นราคา ค่าเดินทางที่สูงขึ้น และอาจจะลามไปถึงราคาสินค้าจำเป็นที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้ายิ่งไม่ทำงานก็จะกลายยิ่งไปกันใหญ่
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า ตัวเลขคนว่างงานในขณะนี้ของประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงจนน่าเป็นห่วง แต่ SCB EIC แสดงความกังวลถึงจำนวนผู้มีงานทำในประเทศไทยโดยรวมที่ลดลง โดยพบว่า ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่องในปี 2568 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งจากแรงงานเกษียณและสูงอายุที่ออกจากตลาดแรงงาน รวมถึงมีผู้ว่างงานและไม่อยากหางานปรับเพิ่มขึ้น
คนวัยทำงานมีน้อยลง คนไม่อยากทำงานมีเพิ่มขึ้น คนที่ทำงานอยู่ก็รายได้ก็เพิ่มขึ้นน้อยและช้าเกินไป ทำให้สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมาต้องขับเคลื่อนด้วยการก่อหนี้ของครัวเรือน ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับที่สูง และสุขภาพการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงเรื่อยๆ และหากฝืนไปต่อไม่ไหวก็อาจจะกลายเป็นหนี้เสีย
การจะรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่มาจ่อรอเราแล้วในปีนี้ จึงเป็นภาระหนักของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่า ในระยะสั้นมาตรการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนจากภาครัฐยังมีความจำเป็นมากในช่วงวิกฤตเช่นนี้ แต่ก็ควรจะต้องพยายามทำควบคู่กับการหาวิธียกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ฐานที่สูงขึ้น เพื่อช่วยให้มีหนทางในการเพิ่มเงินเดือน เพิ่มรายได้ของคนไทยให้เพียงพอเลี้ยงปากท้อง รวมทั้ง มีเงินเก็บออมไว้ใช้ได้ยามฉุกเฉินจำเป็น ซึ่งจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาขยายตัวสูงๆ ได้อีกครั้ง
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -