
นักเศรษฐศาสตร์มีวลีหนึ่งที่มักใช้ด้วยความระวังเสมอ นั่นคือ “This time is different” เพราะในประวัติศาสตร์การเงิน วลีนี้มักถูกพิสูจน์ว่าผิด ตลาดวนซ้ำรูปแบบเดิมเสมอ และมนุษย์มักยึดติดกับอดีตมากกว่าที่ควร แต่สงคราม Operation Epic Fury ที่ปะทุขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่หายากที่วลีนี้ถูกต้องจริงๆ
ก่อนสงครามจะปะทุ ภาพเศรษฐกิจโลกยังดูสงบและมีทิศทางชัดเจน IMF เพิ่งปรับประมาณการ GDP โลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3% และ INVX เองก็เพิ่งปรับประมาณการ GDP ไทยขึ้นเป็น 1.7% หลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทิศทางที่คาดได้ — จนกระทั่งคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่ออิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีนิคม Ras Laffan ของกาตาร์ — ศูนย์กลางการส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก — จนเสียหายหนัก พร้อมส่งขีปนาวุธและโดรนถล่ม UAE ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ราคา Brent พุ่งสู่ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
ในทุกสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ตลาดมองว่าเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ Fed จะลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อนและ Bond Yield ลดลง แต่สงครามครั้งนี้กำลังเดินสวนทาง (หรือ “This time is different”) เพราะการที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งทำลายโครงสร้างพลังงานโดยตรงทำให้ราคาพลังงานสูงยาวนานขึ้น กดดันเงินเฟ้อให้ฝังลึกมากขึ้น จนทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าในฐานะ Safe Haven แทนที่จะอ่อนลง และ Bond Yield ปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อแทนที่จะลดลง
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) วันที่ 18–19 มีนาคมยืนยันภาพนี้ชัดเจน FOMC มีมติ 11–1 คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือน้ำเสียงของ Powell ในการแถลงข่าว ซึ่ง hawkish กว่าที่เอกสารทางการสะท้อน
โดย Powell ประกาศชัดเจนว่า Fed จะ “ไม่มองผ่าน” แรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง สวนทางคำแนะนำของ BIS ที่แนะนำให้ธนาคารกลางทั่วโลก look-through supply shock หากเป็นเพียงชั่วคราว
แม้ Dot Plot Median จะยังชี้ว่าลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปี 2026 แต่มีกรรมการถึง 7 ใน 19 รายที่มองว่าไม่ควรลดเลย Distribution ที่กระจุกตัวในฝั่ง “ไม่ลด” มากขึ้น ขณะที่สัญญาณตลาด OIS ชี้ว่าโอกาสลดดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้ต่ำกว่า 50% แล้ว และเป็นไปได้มากขึ้นที่ Fed จะต้องพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” หากน้ำมันยืนเหนือ $100 ต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น
นักกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบตลาดปี 2026 คล้ายกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 อย่างน่าวิตก โดยมีความเสี่ยงสองด้านมาบรรจบกัน คือ ราคาพลังงานที่พุ่งสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลไก Back Leverage ที่กองทุน Private Credit กู้เงินเพิ่มจากธนาคารโดยใช้พอร์ตสินเชื่อเป็นหลักประกัน อาจสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008 เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจากต้นทุนพลังงานที่กดดันผู้กู้ทุกภาคส่วนพร้อมกัน
แม้ INVX มองว่าขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP ยังเล็กกว่าตลาด Securitization ในปี 2008 ที่ 68% ของ GDP มาก และเงินเฟ้อยูโรโซนที่ 1.9% ยังต่ำกว่าระดับ 3.8% ก่อนวิกฤต Lehman อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องจับตา JPMorgan ที่เริ่มตัดมูลค่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Software ที่ถูก AI Disrupt — หากธนาคารอื่นทำตามในภาวะที่ต้นทุนพลังงานพุ่งพร้อมกัน ความเสี่ยงเชิงระบบอาจปรากฏชัดเร็วกว่าที่ตลาดคาด
สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าพลังงานเกือบ 5% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางถึง 57% ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังซึมผ่านห่วงโซ่อุปทานในหลายจุดพร้อมกัน TOA ระงับรับออร์เดอร์ใหม่เมื่อสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง ยอดจองโรงแรมภูเก็ตถูกยกเลิกไปแล้ว 10% และกองทุนน้ำมันที่อุดหนุนดีเซลวันละกว่า 1,300 ล้านบาท INVX ประเมินว่าจะรับได้อีกเพียง 40–68 วัน ขึ้นกับระดับราคาน้ำมันที่ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐ
INVX ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน Brent เฉลี่ย 85 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.4–1.5% กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี และบาทอ่อนสู่ราว 34 บาทปลายปี แต่หากสถานการณ์บานปลายจนสงครามลุกลามสู่ระดับภูมิภาค Brent เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถาวร GDP อาจหดเหลือ 1.0% และ กนง. อาจต้องพลิกขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงบาทที่อ่อนค่าสู่ระดับ 36 บาท ซึ่งจะบีบเศรษฐกิจไทยจากทุกด้านพร้อมกัน
ในภาวะ Risk-off เช่นนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำให้เพิ่มสัดส่วนเงินสด (Cash is King) ลดน้ำหนักกลุ่มเปราะบางอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และท่องเที่ยว พร้อม Hedge ด้วย PTTEP ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองวิกฤตเป็นโอกาส แนะนำ Buy on Panic แบ่งไม้ซื้อที่แนวรับ 1,320–1,350 / 1,275 / 1,100 จุด ใน 2 ธีม คือ High Dividend อย่าง KTB KTC KBANK TISCO BAM ที่ให้ Dividend Yield เกิน 5% ก่อนขึ้น XD ช่วง มี.ค.–พ.ค. และ Fast Rebound อย่าง GULF BJC HMPRO SAWAD MTC TIDLOR ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอิหร่านโดยตรงจำกัด ส่วนนักลงทุนระยะกลางแนะนำทยอยสะสม ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่งบดุลแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล
ไม่ว่าสงครามจะยุติเร็วหรือลากยาว สิ่งที่แน่นอนคือโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกตั้งราคาอยู่ในตลาดพลังงานอย่างถาวร ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับ Stagflation โดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม สำหรับนักลงทุนไทย การปรับพอร์ตรับมือกับโลกใหม่นี้ไม่ใช่ทางเลือก — แต่เป็นความจำเป็น
ขอให้นักลงทุนโชคดี
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney