จากวิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติการเงิน?

Experts pool

Columnist

Tag

จากวิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติการเงิน?

Date Time: 22 มี.ค. 2569 10:16 น.

Video

เบื่อเป็นลูกจ้าง! หุ้น vs ธุรกิจ ทางไหนพารอด? ฟัง ซัน กระทรวง - เบียร์ ใบหยก | Money Issue EP.46

Summary

นักกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบตลาดปี 2026 คล้ายกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 อย่างน่าวิตก โดยมีความเสี่ยงสองด้านมาบรรจบกัน คือ ราคาพลังงานที่พุ่งสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) และแรงกดดันในตลาด Private Credit

Latest


นักเศรษฐศาสตร์มีวลีหนึ่งที่มักใช้ด้วยความระวังเสมอ นั่นคือ “This time is different” เพราะในประวัติศาสตร์การเงิน วลีนี้มักถูกพิสูจน์ว่าผิด ตลาดวนซ้ำรูปแบบเดิมเสมอ และมนุษย์มักยึดติดกับอดีตมากกว่าที่ควร แต่สงคราม Operation Epic Fury ที่ปะทุขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่หายากที่วลีนี้ถูกต้องจริงๆ

ก่อนสงครามจะปะทุ ภาพเศรษฐกิจโลกยังดูสงบและมีทิศทางชัดเจน IMF เพิ่งปรับประมาณการ GDP โลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3% และ INVX เองก็เพิ่งปรับประมาณการ GDP ไทยขึ้นเป็น 1.7% หลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทิศทางที่คาดได้ — จนกระทั่งคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่ออิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีนิคม Ras Laffan ของกาตาร์ — ศูนย์กลางการส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก — จนเสียหายหนัก พร้อมส่งขีปนาวุธและโดรนถล่ม UAE ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ราคา Brent พุ่งสู่ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

ในทุกสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ตลาดมองว่าเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ Fed จะลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อนและ Bond Yield ลดลง แต่สงครามครั้งนี้กำลังเดินสวนทาง (หรือ “This time is different”) เพราะการที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งทำลายโครงสร้างพลังงานโดยตรงทำให้ราคาพลังงานสูงยาวนานขึ้น กดดันเงินเฟ้อให้ฝังลึกมากขึ้น จนทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าในฐานะ Safe Haven แทนที่จะอ่อนลง และ Bond Yield ปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อแทนที่จะลดลง

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) วันที่ 18–19 มีนาคมยืนยันภาพนี้ชัดเจน FOMC มีมติ 11–1 คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือน้ำเสียงของ Powell ในการแถลงข่าว ซึ่ง hawkish กว่าที่เอกสารทางการสะท้อน 

โดย Powell ประกาศชัดเจนว่า Fed จะ “ไม่มองผ่าน” แรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง สวนทางคำแนะนำของ BIS ที่แนะนำให้ธนาคารกลางทั่วโลก look-through supply shock หากเป็นเพียงชั่วคราว

แม้ Dot Plot Median จะยังชี้ว่าลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปี 2026 แต่มีกรรมการถึง 7 ใน 19 รายที่มองว่าไม่ควรลดเลย Distribution ที่กระจุกตัวในฝั่ง “ไม่ลด” มากขึ้น ขณะที่สัญญาณตลาด OIS ชี้ว่าโอกาสลดดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้ต่ำกว่า 50% แล้ว และเป็นไปได้มากขึ้นที่ Fed จะต้องพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” หากน้ำมันยืนเหนือ $100 ต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น

นักกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบตลาดปี 2026 คล้ายกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 อย่างน่าวิตก โดยมีความเสี่ยงสองด้านมาบรรจบกัน คือ ราคาพลังงานที่พุ่งสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลไก Back Leverage ที่กองทุน Private Credit กู้เงินเพิ่มจากธนาคารโดยใช้พอร์ตสินเชื่อเป็นหลักประกัน อาจสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008 เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจากต้นทุนพลังงานที่กดดันผู้กู้ทุกภาคส่วนพร้อมกัน

แม้ INVX มองว่าขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP ยังเล็กกว่าตลาด Securitization ในปี 2008 ที่ 68% ของ GDP มาก และเงินเฟ้อยูโรโซนที่ 1.9% ยังต่ำกว่าระดับ 3.8% ก่อนวิกฤต Lehman อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องจับตา JPMorgan ที่เริ่มตัดมูลค่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Software ที่ถูก AI Disrupt — หากธนาคารอื่นทำตามในภาวะที่ต้นทุนพลังงานพุ่งพร้อมกัน ความเสี่ยงเชิงระบบอาจปรากฏชัดเร็วกว่าที่ตลาดคาด

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าพลังงานเกือบ 5% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางถึง 57% ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังซึมผ่านห่วงโซ่อุปทานในหลายจุดพร้อมกัน TOA ระงับรับออร์เดอร์ใหม่เมื่อสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง ยอดจองโรงแรมภูเก็ตถูกยกเลิกไปแล้ว 10% และกองทุนน้ำมันที่อุดหนุนดีเซลวันละกว่า 1,300 ล้านบาท INVX ประเมินว่าจะรับได้อีกเพียง 40–68 วัน ขึ้นกับระดับราคาน้ำมันที่ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐ

INVX ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน Brent เฉลี่ย 85 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.4–1.5% กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี และบาทอ่อนสู่ราว 34 บาทปลายปี แต่หากสถานการณ์บานปลายจนสงครามลุกลามสู่ระดับภูมิภาค Brent เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถาวร GDP อาจหดเหลือ 1.0% และ กนง. อาจต้องพลิกขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงบาทที่อ่อนค่าสู่ระดับ 36 บาท ซึ่งจะบีบเศรษฐกิจไทยจากทุกด้านพร้อมกัน

ในภาวะ Risk-off เช่นนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำให้เพิ่มสัดส่วนเงินสด (Cash is King) ลดน้ำหนักกลุ่มเปราะบางอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และท่องเที่ยว พร้อม Hedge ด้วย PTTEP ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองวิกฤตเป็นโอกาส แนะนำ Buy on Panic แบ่งไม้ซื้อที่แนวรับ 1,320–1,350 / 1,275 / 1,100 จุด ใน 2 ธีม คือ High Dividend อย่าง KTB KTC KBANK TISCO BAM ที่ให้ Dividend Yield เกิน 5% ก่อนขึ้น XD ช่วง มี.ค.–พ.ค. และ Fast Rebound อย่าง GULF BJC HMPRO SAWAD MTC TIDLOR ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอิหร่านโดยตรงจำกัด ส่วนนักลงทุนระยะกลางแนะนำทยอยสะสม ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่งบดุลแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล

ไม่ว่าสงครามจะยุติเร็วหรือลากยาว สิ่งที่แน่นอนคือโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกตั้งราคาอยู่ในตลาดพลังงานอย่างถาวร ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับ Stagflation โดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม สำหรับนักลงทุนไทย การปรับพอร์ตรับมือกับโลกใหม่นี้ไม่ใช่ทางเลือก — แต่เป็นความจำเป็น

ขอให้นักลงทุนโชคดี

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์
หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX