
ก่อนการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ไม่นาน ไทยถูกสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times พาดหัวว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (The Sick Man of Asia) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขจริงไตรมาส 4/2568 ออกมาสูงกว่าคาดมากอยู่ที่ 2.5%YOY ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 2% ตามผลสำรวจของ Asia Pacific Consensus Forecasts รวมถึง SCB EIC ด้วย จึงมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อมุมมองเศรษฐกิจปี 2569 อย่างมาก
อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การขยายตัวของ GDP ในปี 2568 ที่สูงกว่าคาดมากเช่นนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรอดพ้นจากภาวะวิกฤตจริงและออกจากห้อง ICU ได้จริงเพียงใด? เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากคนป่วยกลับมาเข้มแข็งแล้วใช่ไหม? หรือเป็นเพียงผลลัพธ์จาก “ยากระตุ้น” ที่ให้ผลดีชั่วคราว โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง
ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะยังคงได้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเช่นเดิมและมีแนวโน้มสานต่อและผลักดันนโยบาย Big Win ให้เป็นชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งถูกออกแบบให้ผสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส เข้ากับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากขึ้น เช่น การศึกษาเท่าเทียมพลัส ลงทุนพลัส อย่างไรก็ดี แม้หลายนโยบายของ 10 พลัส จะพยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทยในหลายด้าน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในโครงการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น นำไปสู่ข้อสงสัยว่านโยบายชุดนี้จะสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้มากเพียงใด
บทความนี้สนใจวิเคราะห์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จุดแข็งและข้อจำกัดของนโยบาย 10 พลัส ตลอดจนความท้าทายด้านการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน
เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.4% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งขยายตัวสูงถึง 2.5%YOY เร่งตัวขึ้นมากจาก 1.2%YOY ในไตรมาส 3 เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบของ GDP พบว่า อัตราการขยายตัวสูงนี้ได้แรงขับเคลื่อนหลักจาก 1) การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะสั้น รวมถึงการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด 2) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นำโดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดยานพาหนะ เครื่องจักร และการก่อสร้างที่ฟื้นตัว และ 3) การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ แม้การส่งออกสินค้ายังสามารถขยายตัวในระดับสูง แต่เริ่มชะลอลงบ้าง ตามการลดลงของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางหมวด ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูง ที่สำคัญแรงส่งจากภาคการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาปัจจัยเชิงวัฏจักรมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในไทย อีกทั้งถูกหักล้างด้วยการนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะที่การส่งออกบริการยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นจากแรงหนุนอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก จากการอัดฉีดเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นชั่วคราว อย่างไรก็ดี ชุดมาตรการเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับการยกระดับผลิตภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยมากนัก
การเติบโตลักษณะเช่นเดียวกับไตรมาสที่ 4/2568 นี้อาจไม่ส่งผลยั่งยืน เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นจะค่อย ๆ จางลงเมื่อโครงการสิ้นสุดลงก่อนสิ้นปี 2568 หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำอีกครั้ง นับเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ชุดนโยบาย 10 พลัส เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย มีส่วนช่วยให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ยังเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า 1.ชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย กับชุดนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นโยบายลงทุนพลัส ภายใต้ชุดนโยบายภายใต้ 10 พลัส หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 9.9 แสนล้าน ที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในช่วงหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารชุดนโยบายและกรอบวงเงินงบประมาณที่แจ้งต่อ กกต. ราว 148,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมเพียง 8 นโยบายหลักเท่านั้น
2.กรอบวงเงินงบประมาณของชุดนโยบายหาเสียงพรรคฯ ที่ประเมินไว้ต่อ กกต. จึงอาจยังไม่ครอบคลุมวงเงินของการดำเนินนโยบายทั้งหมด หากรัฐบาลมีความตั้งใจจะเดินหน้าผลักดันนโยบาย 10 พลัสอย่างครบถ้วนจริงจัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ย่อมเป็นไปได้สูงว่าวงเงินงบประมาณที่ประเมินไว้ต่อ กกต. อาจไม่เพียงพอ ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอีกมากในช่วงข้างหน้า
3.ข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่มีมากขึ้นอาจสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เนื่องจากหนี้สาธารณะมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านการปรับลดเครดิตเรตติงของไทยแล้วถึง 2 ใน 3 ของสถาบันจัดอันดับ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอีกในระยะต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน แต่ยังสร้างข้อจำกัดเชิงนโยบาย ต่อความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
4.เมื่อพิจารณาในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งต่อ กกต. พบว่า โครงสร้างการใช้วงเงินดำเนินนโยบายยังคงให้น้ำหนักกับการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นมากกว่าการยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว งบประมาณส่วนใหญ่ 73% ถูกใช้ไปกับมาตรการให้เงินอุดหนุนและลดค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่อีก 25% เป็นมาตรการจ้างงาน สร้างรายได้ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพทหารและพยาบาล ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับทุนมนุษย์ภายใต้นโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส กลับได้รับการจัดสรรวงเงินเพียง 0.5% ของวงเงินรวมเท่านั้น
5.ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการคลังดังกล่าว นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นหลักอาจช่วย “ประคอง” เศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างแรงส่งชั่วคราวให้ตัวเลขการเติบโตปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนทิศทาง” ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านทุนมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ต่อปี อาจยังคงเป็นเพียง “ความคาดหวังเชิงนโยบาย” มากกว่า “ศักยภาพที่สามารถบรรลุได้จริง”
อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากการเน้น “พยุงเศรษฐกิจ” ไปสู่การลงทุนเพื่อ “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” มากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักของการลงทุนในทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และผลิตภาพ ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเหมาะสม หากทำได้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่เป้าหมาย 3% ได้อย่างยั่งยืน
ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวเกินคาดเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” อย่างแท้จริง เนื่องจากการเร่งตัวในช่วงปลายปีมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและปัจจัยเชิงวัฏจักรเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การประคองให้ GDP เติบโตในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อ “รักษาอาการป่วยของไทยให้หายขาด” ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับการลงทุนเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งแม้อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยทันที แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว หากสามารถสร้างสมดุลการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยย่อมมีโอกาสก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ หายขาดจากการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่มีเสถียรภาพยั่งยืน และทั่วถึงมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -