AI Agent + Stablecoin: คู่หูใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลก

Experts pool

Columnist

Tag

AI Agent + Stablecoin: คู่หูใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลก

Date Time: 28 ก.พ. 2569 11:01 น.

Video

อยากรวย อย่าพูดคำว่า ไม่มี! กับ ป้าตือ สมบัษร l Money Secret EP.18

Summary

AI Agent กำลังเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจและทำธุรกรรมทางการเงินแทนมนุษย์

  • Stablecoin กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ AI Finance ต้องการ เนื่องจากสามารถตั้งเงื่อนไขการจ่ายเงินได้
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัว Programmable Payment Sandbox เพื่อทดลองระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่
  • ความท้าทายในไทยคือความชัดเจนของกรอบกำกับดูแลและ ecosystem ของ AI Agent ที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
  • นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของ Stablecoin และการเปลี่ยนแปลงในระบบการชำระเงิน

Latest


ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โลกการเงินดิจิทัลไม่ได้เปลี่ยนแค่ในเชิงสินทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ แต่กำลังเปลี่ยนในระดับ “โครงสร้างพื้นฐาน” อย่างแท้จริง 

ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงบล็อกเชนหรือคริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น หากแต่คือการเติบโตของ AI Agent ที่เริ่มมีความสามารถตัดสินใจและทำธุรกรรมทางการเงินได้ด้วยตัวเอง บทความ “Tourists in the Bazaar” ของ Sam Broner จาก a16z crypto ได้ตั้งคำถามที่เรียบง่ายแต่มีนัยเชิงระบบอย่างลึกซึ้งว่า เมื่อ AI เริ่มจ่ายเงินแทนมนุษย์ได้ ระบบการชำระเงินแบบใดที่จะรองรับการใช้งานนี้ได้จริง และคำตอบนั้นไม่ใช่บัตรเครดิตแบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการจ่ายเงินใหม่ แต่คือการเปลี่ยนลักษณะของ “ผู้จ่ายเงิน” จากมนุษย์ไปสู่ซอฟต์แวร์อัตโนมัติ และเมื่อผู้จ่ายเงินเปลี่ยนไป กฎของระบบการเงินก็ย่อมต้องเปลี่ยนตาม

เมื่อ AI กลายเป็น “นักธุรกิจ” ที่จ่ายเงินเองได้

ปกติเมื่อเราพูดถึง AI Agent เรามักนึกถึงผู้ช่วยที่ตอบคำถาม ช่วยเขียนอีเมล หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล แต่ในปี 2026 บทบาทของ AI Agent ได้ขยายไปไกลกว่านั้นมาก หลายระบบสามารถวิเคราะห์ต้นทุน ประเมินความคุ้มค่า ตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ และ “จ่ายเงิน” เพื่อซื้อทรัพยากรหรือบริการจากระบบอื่นได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ GPU time สำหรับประมวลผลโมเดล การจ่ายค่า API เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการชำระค่าบริการคลาวด์ในระดับวินาที

ในบางแพลตฟอร์ม รายงานชี้ว่าปริมาณธุรกรรมที่เกิดจาก bot และ agent มีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับผู้ใช้งานรายย่อย สิ้งนี้สะท้อนว่าภาคการเงินกำลังมี “ผู้เล่นที่ไม่ใช่มนุษย์” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในหลายกรณี AI Agent ทำงานในลักษณะ Business to Business มากกว่าการเป็นผู้บริโภคแบบรายบุคคล Broner ใช้คำเปรียบเทียบว่า บัตรเครดิตถูกออกแบบมาสำหรับ “นักท่องเที่ยวในตลาด” คือคนที่เข้ามาซื้อของทีละรายการ จ่ายเงิน แล้วจากไป แต่ AI Agent ไม่ได้ทำงานแบบนักท่องเที่ยว แต่ทำงานเหมือน “คนท้องถิ่น” ที่มีความสัมพันธ์ระยะยาวกับซัพพลายเออร์ มีสัญญา มีวงเงินเครดิต และมีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองในเชิงโครงสร้าง บัตรเครดิตมีข้อจำกัดสำคัญสามประการในโลกของ AI คือหนึ่ง ไม่รองรับ micropayment ระดับต่ำมาก เช่น เศษสตางค์หรือระดับเสี้ยวเซนต์ ซึ่งจำเป็นต่อโมเดลการจ่ายเงินแบบสตรีมมิ่งตามการใช้งานจริง ต่อมาคือการคำนวน ค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่ารายเล็ก และเมื่อรวมกับปริมาณธุรกรรมจำนวนมาก ต้นทุนจะสะสมอย่างมีนัยสำคัญ และสุดท้าย ระบบป้องกันการทุจริตและการตรวจสอบยังออกแบบมาสำหรับพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ใช่ machine-to-machine transaction ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องระดับวินาที

Stablecoin โครงสร้างพื้นฐานที่ AI Finance ต้องการ

เเมื่อความต้องการระบบชำระเงินเปลี่ยนไป Stablecoin จึงเริ่มถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” สำหรับโลกของ AI ไม่ใช่แค่เหรียญสำหรับเทรดในตลาดคริปโตอีกต่อไป ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin อยู่ในระดับประมาณ 150,000–200,000 ล้านดอลลาร์ และบางช่วงเวลาเคยขยับเข้าใกล้ 300,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เติบโตขึ้นหลายเท่าจากช่วงต้นทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนว่าบทบาทของ Stablecoin ขยายจากเครื่องมือเก็งกำไรไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเงินดิจิทัล

ในด้านปริมาณธุรกรรม หลายรายงานประเมินว่ามูลค่าการโอน Stablecoin บนเชนรวมกันอยู่ระดับ “หลายสิบล้านล้านดอลลาร์ต่อปี” แม้ตัวเลขจะแตกต่างกันตามวิธีการนับ และรวมธุรกรรมของ bot หรือการโอนภายในด้วย แต่ภาพใหญ่ชัดเจนว่า Stablecoin กลายเป็นหนึ่งใน rail การโอนมูลค่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะในธุรกรรมข้ามพรมแดน การชำระเงินระหว่างบริษัทเทคโนโลยี และการ settle ระหว่างแพลตฟอร์มคริปโต ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองปีหลัง เหตุผลที่ Stablecoin เหมาะกับโลกของ AI เพราะมันเป็น “เงินที่โปรแกรมได้” สามารถตั้งเงื่อนไขการจ่ายล่วงหน้าได้ เช่น จ่ายตามการใช้งานจริง จ่ายเมื่อเกิด event บางอย่าง หรือจ่ายแบบเรียลไทม์ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของ AI Agent นอกจากนี้ยังข้ามพรมแดนได้ง่าย ลดตัวกลาง ลดต้นทุน รองรับ micropayment ได้ดี โดยเฉพาะบนเครือข่ายค่าธรรมเนียมต่ำ และสามารถเชื่อมต่อกับ API ได้โดยตรง ทำให้การเรียกใช้บริการและการชำระเงินเกิดขึ้นในขั้นตอนเดียวแบบอัตโนมัติ

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในแผนที่นี้ และนักลงทุนควรมองอย่างไร?

สำหรับประเทศไทย ข่าวดีคือเราไม่ได้อยู่นอกกระแส ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัว Programmable Payment Sandbox ตั้งแต่ปี 2024 เพื่อทดลองระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับ programmable payment และโครงสร้างที่อาจรองรับ stablecoin ในอนาคต ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเข้าร่วมการทดลองเพื่อประเมินการประยุกต์ใช้ในบริบทจริง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่สองระดับ ระดับแรกคือกรอบกำกับดูแล ความรับผิดชอบระหว่าง ธปท. และ ก.ล.ต. ในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลและ stablecoin ยังต้องการความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีการออก stablecoin ที่ผูกกับเงินบาทในเชิงพาณิชย์ ระดับที่สองคือ ecosystem ของ AI Agent ในประเทศยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทั้งในแง่นักพัฒนา สตาร์ทอัพ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และความเข้าใจของภาคธุรกิจ หากประเทศไทยต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคลื่น AI + Stablecoin อย่างจริงจัง การลงทุนใน talent และ sandbox ที่เปิดกว้างจะเป็นปัจจัยสำคัญ

สำหรับนักลงทุน เทรนด์นี้ให้ข้อสังเกตเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญหลายประการ ประเด็นแรกคือ AI Agent + Stablecoin ไม่ใช่ภาพอนาคตที่เลื่อนลอยอีกต่อไป แต่กำลังถูกพัฒนาในระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ทั้งในภาคเทคโนโลยี การเงิน และโครงข่ายการชำระเงิน ประเด็นถัดมาคือธรรมชาติของระบบการชำระเงิน เมื่อองค์กรหรือแพลตฟอร์มใดปรับกระบวนการทำงานไปอยู่บน rail ใหม่แล้ว การย้อนกลับไปใช้ระบบเดิมมักมีต้นทุนสูงและซับซ้อน ผู้ที่เข้าสู่ ecosystem ก่อนจึงมักได้เปรียบในเชิงเครือข่ายและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามพัฒนาการของ stablecoin sandbox




Author

ดร.กร พูนศิริวงศ์

ดร.กร พูนศิริวงศ์
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด