
เศรษฐกิจโลกในปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้น ไปจนถึงนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบเหล่านี้ การลงทุนเกี่ยวกับ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยประคองการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยประมาณการจาก Bloomberg Consensus แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 7.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เป็น 9.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2570 (24.7%YOY) เพื่อรองรับการขยายศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ตัวเลขดังกล่าวมีมูลค่าสูงเท่ากับขนาดเศรษฐกิจของไต้หวัน และยังสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ
การลงทุนเหล่านี้ต้องอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก ตั้งแต่ชิปประมวลผล ชิปหน่วยความจำ เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อน ซึ่งเอเชีย-แปซิฟิกเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในแทบทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นภูมิภาคที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากวัฏจักรการลงทุน AI ผ่านทั้งการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการรองรับเม็ดเงินลงทุนด้านดิจิทัลใน Data center และ Cloud services อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากกระแส AI ต่อประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งและมูลค่าเพิ่มของแต่ละประเทศในห่วงโซ่อุปทาน AI อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ซึ่งในปัจจุบันขับเคลื่อนโดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าอุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หากการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ชะลอลง แรงหนุนต่อความต้องการสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน AI อาจลดลงตาม
เมื่อพิจารณาข้อมูลการส่งออกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวม จะพบว่าสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโต ในปี 2568 ที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกในกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronics : E&E) ของ 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกขยายตัวเฉลี่ย 16.1%YOY และในช่วงสามเดือนแรกของปี 2569 อัตราการขยายตัวดังกล่าวยิ่งเร่งตัวขึ้น โดยกลุ่ม E&E นี้ขยายตัวสูงถึง 32.9%YOY ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นกลับหดตัวลง -2.4%YOY ความแตกต่างของ 2 กลุ่มสินค้าส่งออกในภูมิภาคสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของประเทศต่าง ๆ กระจุกตัวอยู่ในการผลิตและส่งออกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องกับ AI เป็นหลัก มากกว่าจะเป็นการเติบโตที่กระจายตัวไปทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจเหมือนในอดีต
ความสำคัญของการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์นี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประเมิน ณ เดือน เม.ย. 2569 ว่าเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกจะขยายตัวได้ราว 4.4% ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 3.1% อย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศในช่วงต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีแนวโน้มได้รับประโยชน์สูง จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เนื่องจากครอบครองเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่การผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิปประมวลผลขั้นสูง ชิปหน่วยความจำ หรืออุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย เช่น TSMC ของไต้หวัน, SK Hynix และ Samsung ของเกาหลีใต้ที่มีอำนาจต่อรองสูง และสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี
ประเทศในช่วงกลางน้ำถึงปลายน้ำ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ Data center เช่นกัน แต่ประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญของแต่ละประเทศ โดยสิงคโปร์และมาเลเซียมีฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนามายาวนาน ครอบคลุมขั้นตอนตั้งแต่การผลิตอุปกรณ์ไปจนถึงการประกอบและทดสอบชิป จึงมีความได้เปรียบสูงกว่า ขณะที่ไทยและเวียดนามมีบทบาทหลักในขั้นตอนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นใช้แรงงาน มีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า จึงมีอำนาจต่อรองและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนต่ำกว่าประเทศที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน AI
ความแตกต่างของตำแหน่งประเทศต่าง ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน AI โลกสะท้อนนัยอย่างน้อย 2 ประการคือ 1) ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับบทบาทของแต่ละประเทศที่ร่วมห่วงโซ่การผลิต AI โดยประเทศที่ครอบครองเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในขั้นตอนต้นน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง จะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศที่อยู่ในขั้นตอนกลาง-ปลายน้ำ นอกจากนี้ 2) ความยั่งยืนของความได้เปรียบในการแข่งขันแตกต่างกันตามบทบาทของประเทศต่าง ๆ โดยประเทศที่อยู่ต้นน้ำมีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะถูกแทนที่ในระยะสั้น ขณะที่ประเทศซึ่งมีบทบาทในขั้นตอนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ จะเผชิญการแข่งขันด้านต้นทุน ประสิทธิภาพการผลิต และมีความเสี่ยงการย้ายฐานการผลิต หากประเทศอื่นมีเงื่อนไขด้านต้นทุนหรือสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่จูงใจกว่า
เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนด้าน AI และ Data center อย่างชัดเจน โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ครองสัดส่วนการส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มีมูลค่าการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวสูงถึง 53.6%YOY และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งคำนวณจากฐานข้อมูลกรมศุลกากรปี 2568 พบว่าจำนวนผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพียง 1% ของผู้ส่งออกทั้งหมดของไทย หรือประมาณ 105 ราย สร้างมูลค่าการส่งออกคิดเป็นถึง 85% ของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีทั้งหมด สะท้อนว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเครื่องจักรจากต่างประเทศในระดับสูง โดยมีสัดส่วนมูลค่านำเข้าต่อมูลค่าการส่งออก (Import content) เฉลี่ยประมาณ 70% ในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2569
ด้วยเหตุนี้ แม้ตัวเลขการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศอาจมีจำกัด เนื่องจากรายได้ส่วนหนึ่งไหลกลับไปยังต่างประเทศผ่านการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน ส่งผลให้การขยายตัวของการส่งออกยังไม่ส่งผลดีต่อรายได้ การจ้างงาน หรือการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยในวงกว้างได้มากนัก
แม้กระแสการลงทุนด้าน AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเอเชีย รวมถึงไทย ผ่านการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการขยายกำลังการผลิต แต่ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุน AI
ในระยะข้างหน้า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI อาจเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งข้อจำกัดด้านอุปทาน เช่น กำลังการผลิตชิปขั้นสูง ความเพียงพอของโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล และการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ซึ่งอาจทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI เป็นไปได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ ความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังขึ้นอยู่กับการขยายตัวของอุปสงค์ในระยะยาว เนื่องจาก AI ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้การประเมินขนาดตลาดและศักยภาพในการสร้างรายได้จากการใช้งานจริงยังมีความไม่แน่นอนสูง หากอุปสงค์หรือผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำกว่าที่คาด อาจส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับลดหรือชะลอการลงทุน ซึ่งส่งผลต่อความต้องการสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน AI
ภายใต้บริบทดังกล่าว หากการลงทุนด้าน AI ยังขยายตัวต่อเนื่อง ประเทศในภูมิภาคจะยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่หากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI เริ่มชะลอลง ผลกระทบอาจส่งผ่านมายังภาคการผลิต การส่งออก และการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney