
ไทยเป็นสวรรค์ของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ แม้มีความพยายามจัดเก็บภาษีจากการเข้ามามีรายได้ รวมทั้งการกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งต่อผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค แต่ยังค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวแล้ว ประเทศไทยยังเป็นสวรรค์ของเหล่าแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ ที่เข้ามาประกอบธุรกิจได้โดยเสรี จากขนาดตลาดที่ใหญ่พอตัว ตลอดจนพฤติกรรมของคนไทย ซึ่งโดดเด่นทั้งการที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันในระดับสูงเฉลี่ย 9.20 ชั่วโมง (Thailand Digital Outlook 2024) ความนิยมในการช้อปปิ้งออนไลน์ ทำให้ปี 2568 มูลค่าอีคอมเมิร์ซเฉียด 1 ล้านล้านบาท (CUBE Insights) และการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคารได้อย่างคล่องแคล่ว จนติดอันดับประเทศที่นิยมใช้จ่ายผ่านโมบายแบงก์กิ้งเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (We are Social)
ระบบนิเวศดังกล่าว ทำให้ไทยเป็นสวรรค์ของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ เข้ามาแตกกิ่งก้านสาขา สร้างรายได้มหาศาล แม้มีความพยายามในการจัดเก็บภาษีจากการเข้ามามีรายได้ รวมทั้งการกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งต่อผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค แต่ยังเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เกรงว่าจะทำลายบรรยากาศการลงทุน จึงไม่เท่าทันการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในจำนวนผู้ใช้งานและรายได้ของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติเหล่านั้น
ความสะดวกสบาย ง่ายดายของบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ ยังกลายเป็นช่องทางสำคัญในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งมีทั้งคนสูงวัย เยาวชน โดยใช้ศักยภาพในการเข้าถึงคนจำนวนมาก บนกลไกกำกับดูแลที่อ่อนแอ
ความพยายามของหน่วยงานรัฐในการควบคุม จัดระเบียบแพลตฟอร์มจึงเริ่มขึ้น นอกเหนือจากการร่างกฎหมายใหม่หลายฉบับในหลายรัฐบาล เพิ่มโทษ-ล้อมคอก ดักทางกลเม็ดเด็ดพรายของโจรออนไลน์ที่ปรับเปลี่ยน เล็ดรอดตัวบทกฎหมายไปได้อย่างรวดเร็วเสมอ จนต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใหม่ทุกปีเพื่อให้เท่าทัน
ยังเกิดความพยายามในการนำแพลตฟอร์มเข้าระบบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เจ้าของพ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย DPS (Digital Platform Services) กำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดตามเกณฑ์ ต้องมาจดแจ้ง เพื่อให้รู้ที่มาและตัวตน โดยมีการทยอยออกประกาศควบคุมต่างกรรมต่างวาระ ได้แก่ ประกาศกำหนดให้สินค้าที่ขายบนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลซต้องมีมาตรฐานสินค้า หลังพบมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางแพลตฟอร์มขอให้เป็นการกำกับดูแลกันเอง แทนการคุมเข้มจากภาครัฐ
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยสถิติรับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ หรือ 1212 ETDA รอบปี 2568 พบปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังมีการร้องเรียนสูงสุด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง โดยกลุ่มวัยทำงาน (Gen Y และ X) ถูกหลอกแซงผู้สูงอายุ
ปัญหาจากบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พบมากสุด ได้แก่ 1.การประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์ม เช่น การกำหนดเงื่อนไขทางการค้า ค่าธรรมเนียม นโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจมากกว่าผู้ใช้บริการ หรือปิดบัญชีผู้ใช้งานโดยไม่แจ้งเหตุผล การไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย 2.ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม การสร้างบัญชีปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล 3.ปัญหาการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ทั้งกรณีเรียกเก็บค่าบริการไม่เป็นธรรม ราคาที่แสดงไม่ตรงกับยอดที่จ่ายจริง การยกเลิกรถโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
ขณะที่ผู้ประกอบไทยอย่าง ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ออกมาโวยหลายรอบ กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแข่งขันในตลาดขนส่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลซ โดยไปรษณีย์ไทยได้รับการจัดสรรสัดส่วนการส่งสินค้าบนแพลตฟอร์มเหล่านั้นในจำนวนเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณขนส่งแต่ละวัน
“เราขอแค่ 10% ของการขนส่งต่อวันก็พอแล้ว เพราะตอนนี้เราแทบไม่ได้ออร์เดอร์เลย มีพ่อค้าแม่ค้าบนแพลตฟอร์มขอเลือกส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา เรายังอยากให้ภาครัฐออกกำหนดให้แพลตฟอร์มมีทางเลือกในการใช้ผู้ให้บริการขนส่งไม่ต่ำกว่า 3 รายด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน”
ต่อเรื่องนี้มีความพยายามของภาครัฐในการแก้ปัญหา เข้าขอบข่ายหน้าที่ของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งได้ยกร่างประกาศ แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce)
เพื่อแก้ไขปัญหา อาทิ บังคับให้ตั้งราคาสินค้าหรือบริการต่ำกว่าต้นทุน, ห้ามตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการบนแพลตฟอร์มอื่นต่ำกว่าแพลตฟอร์มของตน, กำหนดราคาขายต่อโดยให้ตั้งราคาขายตามที่กำหนด หากไม่ทำตามจะปฏิเสธการให้จำหน่าย, เก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้นจากที่เคยเก็บ, ขึ้นค่าธรรมเนียมตามคู่แข่ง, เก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่ไม่เคยเก็บมาก่อน หรือไม่แจ้งล่วงหน้า, ให้สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ขายที่ตนได้รับประโยชน์มากกว่า เช่น จัดวางสินค้าของตนในตำแหน่งที่เป็นจุดเด่นบนหน้าแรก และบังคับเลือกบริการรับและขนส่งสินค้า
แต่จนป่านนี้ประกาศดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้า หลังมีการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปเมื่อเดือนก.ย. 2568
ด้านแพลตฟอร์ม ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก 4 แพลตฟอร์มยักษ์ ได้แก่ แกร็บ ลาซาด้า ไลน์แมนวงใน และช้อปปี้ ผนึกกำลังตั้งสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association: TDPA) เพื่อให้การเจรจากับภาครัฐเป็นปึกแผ่น แน่นหนา และอยู่ในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ ยอด ชินสุภัคกุล ซีอีโอไลน์แมนวงใน เรียกร้องให้การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม อยู่ภายใต้เงื่อนไขการส่งเสริมมากกว่าควบคุม และควรใช้ประโยชน์จากเอกชน แทนที่จะควบคุมจนขยับตัวไม่ได้
ในฐานะสวรรค์ของแพลตฟอร์มต่างชาติ การเริ่มต้นกำกับดูแลอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มเติบโต มีขนาดใหญ่ มีฐานลูกค้าและผู้ประกอบการรายน้อย-ใหญ่ มีส่วนได้-ส่วนเสียอยู่ในระบบนิเวศของแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมาก
ขณะที่การสนับสนุนแพลตฟอร์มในประเทศ ให้เติบโตเข้ามาเป็นตัวเลือกในการแข่งขัน ไม่เคยเป็นนโยบายที่จะถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจังจากรัฐบาลใด แค่แตะไว้เพียงผิวเผิน ให้ได้ชื่อว่ามีความพยายามทำ
การหาจุดกึ่งกลางในการกำกับดูแลที่เหมาะสม พอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับได้ จึงยังไปไม่ถึงบทสรุปเสียที
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -