3 ระเบิดเวลา ตลาดการเงินโลก สวนทางโอกาสใหม่หุ้นไทย

Experts pool

Columnist

Tag

3 ระเบิดเวลา ตลาดการเงินโลก สวนทางโอกาสใหม่หุ้นไทย

Date Time: 21 ก.พ. 2569 08:29 น.

Video

 จ่ายแพง เรียนหนัก แต่ทักษะไม่ตรงตลาด ถกการศึกษาไทยในยุค AI ? | Digital Frontiers EP.54 Special Talk

Summary

กลยุทธ์แนะนำ "Selective Buy" เน้นตั้งรับ ไม่ไล่ราคา โดยเน้น 2 ธีมหลัก ได้แก่ หุ้น Earnings Play ที่คาดกำไร Q4/68 เติบโตเกิน 10% และหุ้นปันผลคุณภาพที่ให้ yield เกิน 5% 

Latest


สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายชิ้นที่นักลงทุนต้องนำมาประมวลพร้อมกัน ทั้งตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ ที่ดูดีบนพาดหัว แต่ซ่อนสัญญาณเปราะบางไว้ข้างใน GDP ไทยที่เซอร์ไพรส์ตลาด และผลการเลือกตั้งที่เปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งจริง หรือแข็งแกร่งเฉพาะบนพื้นผิว?

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ “แข็งแกร่งจริงในบางมิติ แต่ซ่อนความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมออกมาที่ 130,000 ตำแหน่ง เกือบสองเท่าของที่ตลาดคาด และอัตราว่างงานลดลงสู่ 4.3% ฟังดูดี แต่เมื่อดูลึกลงไป พบว่าตัวเลขเดือนธันวาคมถูกปรับลงเหลือเพียง 48,000 ตำแหน่ง และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อทบทวนตัวเลขจ้างงานทั้งปี 2024 ใหม่ พบว่าปีที่แล้วเป็นปีที่สร้างงานน้อยที่สุดในรอบ 20 ปีนับเฉพาะช่วงที่ไม่ใช่ภาวะถดถอย

นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Mohamed El-Erian ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากแรงกดสามทางที่มาพร้อมกัน ได้แก่ หนึ่ง—บริษัทกำลังปรับโครงสร้างล่วงหน้าเพื่อรองรับ AI ก่อนที่ productivity จะปรากฏจริง สอง—บริษัทที่จ้างงานเกินในช่วงปี 2021–2022 กำลังอยู่ในโหมด "จ้างน้อย ไล่ออกน้อย" และสาม—ความไม่แน่นอนของนโยบาย โดยทั้งนโยบายภาษีการค้า และความเสี่ยงด้านการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้การตัดสินใจจ้างงานถูกชะลอออกไป

3 ระเบิดเวลาในตลาดการเงิน

แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะยังดูดีในภาพใหญ่ (GDP 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 ขยายตัวเฉลี่ยเกิน 2% ขณะที่ GDPnow ไตรมาส 4 ให้ขยายตัวถึง 5.4%) แต่เรามองว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังมี 3 จุดเสี่ยงหลัก

จุดเสี่ยงแรกคือตลาดแรงงานที่อ่อนแอกว่าที่ตลาดสินเชื่อกำลัง price ไว้ หาก AI กำลังสร้างการชะลอตัวของการจ้างงานในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักร เราอาจกำลังเข้าสู่ยุค "jobless growth" ที่ GDP ยังขยายตัวได้แต่รายได้ครัวเรือนไม่ฟื้นตาม และ default rate ใน consumer credit จะทยอยเพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดตราสารหนี้ยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงนี้ไว้

จุดเสี่ยงที่สองคือ Private Credit และ BDC (Business Development Company) ที่ปล่อยสินเชื่อแก่บริษัท software ในช่วงที่มูลค่า (valuation) ของบริษัทอยู่ในระดับสูงช่วงดอกเบี้ยต่ำ แต่กระแสเงินสดของบริษัทเหล่านั้นไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ เมื่อ AI เริ่ม disrupt โมเดลธุรกิจ (เช่น สามารถทำงานได้ดีกว่า โดยไม่ต้องใช้ software เหล่านั้น) ก็จะทำให้ความเสี่ยงของการชำระหนี้ของบริษัทมีมากขึ้น

จุดเสี่ยงที่สามคือ BBB Cliff หรือความเสี่ยงที่หุ้นกู้ระดับ BBB ซึ่งครองสัดส่วนกว่า 50% ของ investment grade index จะถูกปรับลดลงให้กลายเป็น fallen angels (หรือธุรกิจที่ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือ) จำนวนมาก หากตลาดแรงงานอ่อนแอเกินคาดและฉุดการใช้จ่ายผู้บริโภค รายได้ของบริษัทเหล่านี้ก็จะลดลง กระทบความสามารถชำระหนี้ และอาจลุกลามเป็นวงกว้างได้

ตัวแปรเดียวที่มีนัยสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้ Kevin Warsh ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคม Warsh เป็นที่รู้จักในฐานะ นักเศรษฐศาสตร์สายเหยี่ยว แต่บริบทเศรษฐกิจปัจจุบันแตกต่างจากอดีต หากตลาดแรงงานอ่อนแอในเชิงโครงสร้างมากกว่าที่ตัวเลขพาดหัวสะท้อน แรงกดดันต่อ Warsh ให้ดำเนินนโยบายผ่อนคลายก็จะสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ แต่หาก Warsh ส่งสัญญาณ hawkish เกินคาด ภาพนี้สามารถพลิกผันได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ตลาดปั่นป่วนมากขึ้น และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจได้

GDP ไทย Q4 เซอร์ไพรส์ตลาด แต่ต้องระวัง front-loading

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2567 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ InnovestX คาดไว้ที่ 0.7% อย่างมีนัยสำคัญ แรงขับเคลื่อนหลักมาจากสามแหล่ง ได้แก่ (1) การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว 13.3% ส่วนหนึ่งจากการเร่งเบิกจ่ายก่อนยุบสภา (2) การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวสู่ 3.3% นำโดยยานพาหนะที่พุ่ง 26.4% ก่อนมาตรการ EV 3.0 ระยะแรกสิ้นสุด และ (3) การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.5% ซึ่งหมวดเครื่องจักรกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส

อย่างไรก็ดี เราต้องระวังความเสี่ยง front-loading เพราะการดึงอุปสงค์ของสินค้าคงทนมาใช้ล่วงหน้าอาจทำให้การบริโภคชะลอลงในปี 2569 หากไม่มีมาตรการใหม่มาทดแทน นอกจากนี้ แม้การส่งออกจะขยายตัว 8.7% แต่มูลค่าส่งออกคอมพิวเตอร์โตถึง 91% ในขณะที่การผลิตโตเพียง 17% สะท้อนความเสี่ยงว่าสินค้าส่งออกไทยเป็นเพียงสินค้าสวมสิทธิ (transshipment) ที่ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์เท่าที่ควร

InnovestX ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยหลังการเมืองชัด

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งทั่วไปไทยที่พรรคภูมิใจไทยได้ประมาณ 193 ที่นั่งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ InnovestX ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.7% เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นจะหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างพักหนี้ 3 ปีและคนละครึ่งพลัส ขณะที่คาดเงินเฟ้อผู้บริโภคปี 2569 ที่ 0.25% ด้านนโยบายดอกเบี้ย คาดว่า ธปท. จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งๆ ละ 25bp สู่ระดับ 0.75% ปลายปี ส่วนเงินบาทคาดเฉลี่ยไตรมาส 1 ที่ 31.4 บาท/ดอลลาร์ และทั้งปีที่ 32.0 บาท/ดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจ (growth momentum) ครึ่งปีแรกยังคาดจะต่ำกว่าครึ่งปีหลัง เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายภาครัฐยังล่าช้าในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy ไม่ไล่ราคา

ในระยะสั้น เรามองว่า SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,400–1,485 จุด ดัชนี Outperform ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่จากความชัดเจนทางการเมือง และ valuation ยังน่าสนใจที่ PER 2569F ระดับ 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16 เท่า หาก fund flow ไหลเข้าต่อเนื่อง มีโอกาส SET ปรับขึ้นไปถึง 1,500 จุดได้

กลยุทธ์แนะนำ "Selective Buy" เน้นตั้งรับ ไม่ไล่ราคา โดยเน้น 2 ธีมหลัก ได้แก่ หุ้น Earnings Play ที่คาดกำไร Q4/68 เติบโตเกิน 10% YoY อย่าง BGRIM, CHG, PRM และหุ้นปันผลคุณภาพที่ให้ yield เกิน 5% เช่น AP, DIF, KTB, PTT, TISCO สำหรับระยะยาว และ BAM, KBANK, SAT, THANI สำหรับระยะ 6 เดือน

ขอให้นักลงทุนโชคดี

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้



Author

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์
หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX