
ประเทศไทยถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อคะแนนและอันดับดัชนีคอร์รัปชันของไทย (CPI) ปีล่าสุดปรับตัว “แย่ลง” ทั้งจำนวนคะแนนที่ลดลงจากปีก่อน และอันดับที่ร่วงลงไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ความโปร่งใสถดถอย ข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็น “สัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจ” ต่อมุมมองความเสี่ยงของประเทศในสายตานักลงทุนสถาบันทั่วโลก
ในสภาวะที่คะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชันตกต่ำ ยังเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหากลุ่มทุนจีนเทา เงินเทาที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านกิจกรรมผิดกฎหมาย แทรกแซงธุรกิจ บางส่วนลามเข้าสู่เครือข่ายการเมืองและระบบราชการ ซึ่งได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยซ้ำเติมไปอีกเมื่อมีภาพถ่ายของผู้มีอำนาจในระบบเศรษฐกิจ ข้าราชการ และนักการเมืองระดับสูง กับเครือข่ายแก๊งจีนเทา ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ จนมีการตั้งคำถามถึงกลไกการตรวจสอบภาครัฐและมาตรฐานจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สถานการณ์ยิ่งถูกจับตาหนักขึ้น หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งควรเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นใหม่ กลับเกิดปมปัญหาใหญ่ที่ถูกตั้งคำถามในสังคมมากมาย ถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งปัญหาการทุ่มซื้อเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง, ความล่าช้าในการนับคะแนน และการนับคะแนนหลายเขตเลือกตั้งที่ส่อถึงปัญหาความไม่โปร่งใส, ปัญหากรณีมีบัตรเขย่ง และล่าสุดคือกรณีรหัสบาร์โค้ดบนต้นขั้ว ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเซ็นชื่อยืนยันตัวตน ตรงกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ประชาชนกากบาทเลือก ส.ส. เขต ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่กำหนดให้เป็นความลับ อาจส่งผลให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ!!
ปัจจัยเหล่านี้กำลังกดทับความเชื่อมั่นระยะสั้นและระยะกลางของประเทศไทย เศรษฐกิจไทย และระบบรัฐไทย โดยเฉพาะในตลาดเงินตลาดทุน ที่ sensitive ต่อ “ความเสี่ยง” เหล่านี้
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยใหญ่พร้อมกัน ดังนี้
1. คะแนน CPI แย่ลงต่อเนื่อง การถดถอยของคะแนนและอันดับ สะท้อน perception ด้านความโปร่งใสที่เลวร้ายลง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่นักลงทุนต่างชาติใช้ในการประเมินความเสี่ยงประเทศ (Country Risk Premium)
2. การขยายตัวของกลุ่มทุนเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ กรณี “จีนเทา–ทุนเทา” ไม่ใช่เพียงเรื่องอาชญากรรม แต่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง เช่น การฟอกเงินผ่านธุรกิจท่องเที่ยว–อสังหาฯ, การใช้ธุรกิจหน้าฉากเพื่อแทรกซึมเข้าสู่ supply chain ไทย, การไหลของเงินผิดกฎหมายที่บิดเบือนการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย, ความเสี่ยง reputation ต่อระบบธนาคารและตลาดทุน
3. ความเสี่ยงเชิงสถาบันอ่อนแรงหลังการเลือกตั้ง ดัชนีคอร์รัปชันของไทย (CPI) และข้อกังขาในการจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทำให้ภาพลักษณ์ความโปร่งใสของกลไกรัฐยิ่งถูกตั้งคำถามว่า “ระบบตรวจสอบไทยมี ‘ช่องโหว่’ มากกว่าที่คาด” หรือไม่
สำหรับนักลงทุน ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่เชื่อมั่นในระบบการกำกับและการตรวจสอบ ไม่ได้กระทบเฉพาะราคาหุ้น แต่กระทบการตัดสินใจลงทุน และเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงประเทศ ซึ่งล้วนทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น
1. เงินลงทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติ (Foreign Funds) ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพนโยบายและประสิทธิภาพสถาบันรัฐ ไม่แพ้ปัจจัยเศรษฐกิจพื้นฐาน ดังนั้นเมื่อ perception ประเทศแย่ลง เงินทุนมัก “ไหลออก” ไปยังตลาดที่เสถียรกว่า เช่น สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม ส่งผลให้ SET ขาดแรงซื้อจากต่างชาติ ซึ่งปกติเป็นผู้เล่นรายใหญ่
2. ค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้น เงินทุนไหลออก = ค่าเงินบาทอ่อนลงได้ง่าย แม้ไม่มีปัจจัยเศรษฐกิจจริงรองรับ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าและหนี้สกุลต่างประเทศเพิ่มขึ้น
3. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อธุรกิจไทย จากการที่เงินเทา–ทุนเทา กดทับการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ส่งผลให้ SME ไทยเสียเปรียบทุนผิดกฎหมายที่ต้นทุนต่ำกว่า และธุรกิจบางกลุ่มถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน ที่สำคัญคือเกิดการบิดเบือนราคาสินทรัพย์ เช่น อสังหาฯ–ที่ดิน–ธุรกิจบริการ
4. อนาคตตลาดทุนไทยอาจถูก “Repricing Risk” หากภาพคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใสไม่ถูกแก้ไข นักลงทุนอาจเริ่มกำหนด “ส่วนลดความเสี่ยง” ให้ตลาดหุ้นไทย ทำให้มูลค่าตลาด (Valuation) ถูกกดไว้ต่ำกว่าศักยภาพระยะยาว
สัญญาณทั้งหมดหมายถึง รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องก้าวเข้าสู่ตำแหน่งท่ามกลาง “แรงกดดันสูงเป็นพิเศษ” ไม่ใช่แค่การฟื้นเศรษฐกิจ แต่ต้องฟื้นความเชื่อมั่น ว่าประเทศไทยเอาจริงกับการปราบคอร์รัปชัน และกวาดล้างทุนเทา–เงินผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ, ลดการแทรกซึมในระบบราชการและการเมือง และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใสกว่าที่ผ่านมา ขณะที่ในตลาดทุนก็ต้องเข้มงวดและเข้มแข็งในการปกป้องและป้องกันการกระทำความผิดในตลาดทุน ขณะที่ต้องจัดการกับผู้เข้ามากระทำความผิดในตลาดทุนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและรวดเร็ว!!
ก้าวแรกหรือกระดุมเม็ดแรก คือการคัดเลือกบุคคลเข้ามาอยู่ในคณะรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้ที่ “มือสะอาด–มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมตรงกับกระทรวงที่คุมบังเหียนบริหาร” ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐมนตรีต้องไม่มีเงาเงินเทาหรือทุนเทา!!
เพราะหากมีตัวละครที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องเงินทุนสีเทา หรือสัมพันธ์กับกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่สุจริต จะสร้างแรงสั่นสะเทือนกับความเชื่อมั่นทันที รัฐบาลใหม่ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่า ไม่มีที่ยืนสำหรับคนที่มีประวัติคลุมเครือ มีเหตุให้เคลือบแคลงสงสัยที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน
ขณะที่ต้องเร่งปฏิรูปกลไกกำกับ–ตรวจสอบให้เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานอิสระ เช่น กกต., ป.ป.ช., ปปง. รวมทั้งสร้างระบบตรวจสอบการเงินการเมืองที่ติดตามได้
ปราบทุนเทาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่สร้างภาพล้างหน้าฉาก ต้องมีทั้งกฎหมายฟอกเงินที่ enforce ได้จริง, ต้องลุยตรวจสอบธุรกิจเสี่ยง เช่น โรงแรม, อสังหาฯ, ท่องเที่ยว, การพนันออนไลน์อย่างจริงจัง ยกให้เป็น “วาระแห่งชาติ”
นอกจากนี้ ต้องสกัดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย จากแรงงานผิดกฎหมาย–แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้สังคมโลกเห็นชัดว่า รัฐไม่ได้เลือกปฏิบัติ และไม่เกรงกลัวเกรงใจต่อผลประโยชน์ใด ๆ
การฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวเลข GDP หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือการ “ฟื้นศรัทธา” ว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ลงทุนได้ มีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง และมีสถาบันที่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนได้จริง
ด้วยคะแนนคอร์รัปชันที่ร่วงอันดับ ทุนเทาที่กัดกร่อนเศรษฐกิจ และปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงเหล่านี้กลายเป็น “ตราบาป” ของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
หากรัฐบาลชุดนี้ สามารถส่งสัญญาณที่ชัดเจน บริสุทธิ์ โปร่งใส และเด็ดขาดต่อเงินเทา–คอร์รัปชันได้ ความเชื่อมั่นก็มีโอกาสฟื้น ตลาดทุนมีโอกาสกลับมา และเศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถรีเซ็ตทิศทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้อีกครั้ง แต่หากปล่อยปัญหาให้เรื้อรัง...ความเสียหายจะไม่ใช่แค่ “ภาพลักษณ์ประเทศ” แต่คือต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมจ่าย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้