ธุรกิจครอบครัวจะมั่งคั่งอย่างไร ในยุคเศรษฐกิจเผาจริง

Experts pool

Columnist

ธีรภาพ อัญญานุภาพ

ธีรภาพ อัญญานุภาพ

Tag

ธุรกิจครอบครัวจะมั่งคั่งอย่างไร ในยุคเศรษฐกิจเผาจริง

Date Time: 18 ม.ค. 2569 11:05 น.

Video

Jack Ma กลับมา จะพา Alibaba สร้างอำนาจใหม่ให้วงการเทคจีนได้ยังไง ? | Digital Frontiers EP.50

Summary

ธุรกิจครอบครัวของเราจะมั่งคั่งได้อย่างไร ในยุคที่ทุกอย่างผันผวนไร้ทิศทาง? คำตอบคือในโลกใหม่นี้มีทิศทางของมันอยู่ เพียงแต่ว่าเราอยู่ในธุรกิจที่โตตามทิศ หรือสวนทางโตกันแน่? 

Latest


หลายคนคงได้ยินจากหลายที่ว่าปี 2026 นี้เป็นปีที่ “เผาจริง” ของเศรษฐกิจไทย ทุกอุตสาหกรรมโดนหมด ไม่ว่าภาครัฐ การผลิต อาหาร หรือแม้แต่ภาคบริการ ทุกอย่างเผาจริงในทุกมิติธุรกิจไทย ในปี 2025 (2568) ที่ผ่านมาเราเห็นสัญญาณอันตรายมาจากนโยบายต่างประเทศ การเมืองไทยที่ไม่แน่นอน รวมถึงภาคผู้บริโภคที่ชะลอการจับจ่ายสินค้า / บริการที่ “ไม่จำเป็น” และเลือกใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่ “จำเป็น” “สำคัญ” และ “คุ้มค่า” ในยุคปัจจุบันที่สุด

คำถามที่ผมอยากชวนถามผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัวทุกคน จากประสบการณ์การให้คำปรึกษากลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวมากว่า 10+ ปี นั่นก็คือ ปีนี้ (2026) คือปีเศรษฐกิจเผาจริง หรือเป็นปีที่จะสะท้อนชัดเจนกว่าปีไหน ๆ ว่า สิ่งที่ถูกเผาคือธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่จำเป็นกันแน่? และคำถามที่สำคัญกว่านั้น...ธุรกิจครอบครัวของเราจะมั่งคั่งได้อย่างไร ในยุคที่ทุกอย่างผันผวนไร้ทิศทาง?

จากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปช่วยกว่า 50+ ธุรกิจครอบครัวในด้านกลยุทธ์ ธรรมาภิบาล โครงสร้าง และการสืบทอดกิจการ อยากให้ผู้ประกอบการเข้าใจหลักการหนึ่งว่าธุรกิจครอบครัวจะมั่งคั่งได้ ธุรกิจจะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่ตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีนวัตกรรมที่เรามีความสามารถ มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

นั่นหมายความว่ากิจการของเราจะต้องอยู่ใน Market Trend ที่ “จำเป็น” ต่อโลกอนาคต ผู้บริโภคมีแรงขับที่จะใช้สินค้า / บริการอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้มีปัจจัยระยะสั้น (เช่น Covid-19 / วิกฤตทางธรรมชาติ / ความขัดแย้งทางภาครัฐ และเอกชน ฯลฯ) ที่มากระทบต่อการขยายตัวชั่วคราว กิจการของเรา (ผู้บริหาร หรือกิจการเดิม) จะต้องมีความสามารถในการพัฒนาสินค้า / บริการ ให้ตอบโจทย์ต่อตลาด มีทรัพยากรที่สามารถขับเคลื่อนได้ตามสภาพตลาดที่เติบโตให้เกิดความต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านความสามารถ (Capability) องค์กรของเราก็ต้องมีทักษะในการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมีทรัพยากร (Supply) ทั้งด้านการบริหาร สินค้า และบุคลากร ที่พร้อมสนองต่อความต้องการ (Demand) ของตลาดใหม่ หรือในด้านต้นทุนที่ต้องสามารถแข่งขันได้ (Competitive Cost) จากเงินถุงที่กิจการท่านมีเพื่อ Cash Burn อย่างเป็นกลยุทธ์สำหรับการเปิดน่านน้ำใหม่ เปิดตลาดใหม่ แหล่งเงินใหม่ หรือการมีความสามารถที่จะผลิตสินค้า / ให้บริการที่คุ้มค่ากับต้นทุน และกำไรที่บริษัทจะทำได้

ในทางกลับกัน หากเรายังหยุดตัวเอง ยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวหรือที่ผมเกริ่นไปว่า “ไม่จำเป็น” ซึ่งสะท้อนผ่านกำลังซื้อของภาครัฐ (B2G) ภาคธุรกิจ (B2B) หรือภาคผู้บริโภค (B2C) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมดังกล่าวในท้ายที่สุดแล้วก็จะหดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบีบบังคับให้ธุรกิจของเรานั้นปิดตัวลงไป ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยระยะสั้นที่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้การชะลอตัวนั้นเร็วขึ้น (Catalyst of Change) ก็เท่านั้นเอง

ดังนั้นแล้ว กลับมาตอบคำถามเดิมว่า ธุรกิจครอบครัวของเราจะมั่งคั่งได้อย่างไร ในยุคที่ทุกอย่างผันผวนไร้ทิศทาง? คำตอบคือในโลกใหม่นี้มีทิศทางของมันอยู่ เพียงแต่ว่าเราอยู่ในธุรกิจที่โตตามทิศ หรือสวนทางโตกันแน่? ดูได้ง่าย ๆ จาก 4 ตัวเลขทางการเงิน 2 ตัวแรกดูจากนอกธุรกิจของเรา และอีก 2 ตัวดูได้จากภายในธุรกิจของเราเอง

ตัวที่ 1 ปัจจัยนอกธุรกิจ: อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ - ในโลกของเศรษฐกิจภาพใหญ่ ตลาดไทยโตขึ้นอย่างไร? หากนำเอาตัวเลขขึ้นมากาง เช่น ประเทศไทยในปี 2025 ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.2% (อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย) นั่นจึงเป็นมาตรวัดแรกที่เราควรคำนึงถึง

ตัวที่ 2 ปัจจัยนอกธุรกิจ: อัตราการขยายตัวของตลาดสินค้า / บริการดังกล่าว (Market Trend) - อัตราการเติบโตของสินค้า / บริการของเราแบบปีต่อปี หรือบางคนก็สามารถดูแบบ การเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CaGR) ก็ได้เช่นกัน ในอุตสาหกรรมที่เติบโตมาก ๆ เช่น Wellness ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อเนื่องอยู่ที่ 7.9% (อ้างอิงจากธนาคารกรุงเทพ Bnomics, 2025) นั่นจึงเป็น Benchmark ที่สองที่ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ตนเองได้

ตัวที่ 3 ปัจจัยในธุรกิจ: ยอดขาย - ดูได้จากงบการเงินบริษัทของทุกคน (หรือยอดขายรวมกลุ่มบริษัท) ทีนี้ใครมี “บัญชี 2 เล่ม” อาจดูได้ลำบากหน่อย แต่หากยอดขายรวมของเรามียอดขายที่เติบโตขึ้นเหนือ “การขยายตัวทางเศรษฐกิจ” และ “การเติบโตของตลาด” อาจเป็นสัญญาณที่ดี ในด้านการขยายส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ที่เข้มแข็ง

ตัวที่ 4 ปัจจัยในธุรกิจ: กำไรสุทธิ – ตัววัดกันว่าใครจะเป็นผู้อยู่รอดในตลาดต่อไป หากกำไรของธุรกิจ / กลุ่มธุรกิจคุณอยู่เหนือ 3 ปัจจัย ก็สามารถสะท้อนได้ว่ากิจการของคุณอยู่ในแนวโน้มที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับธุรกิจครอบครัวต่อไปในอนาคต

ดังนั้นหากธุรกิจของคุณวิเคราะห์ครบ 4 ปัจจัยแล้วเป็นในทิศทางบวก กิจการของเราก็จะสร้างความมั่งคั่งได้ให้กับครอบครัว แต่หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะปัจจัย 2 – 3 นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เราเริ่มกระโจนออกไปเพื่อกระจายความเสี่ยง ขยายพื้นที่สร้างความมั่งคั่งในอาณาเขตใหม่จากพื้นที่เดิมที่กำลังหดตัว

ในท้ายที่สุดนี้ “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน” คือการต่อยอด / ขยาย (Diversify) ธุรกิจไปในน่านน้ำที่สดใหม่ให้กับกิจการอยู่ตลอดเวลา เพราะหากเปรียบตลาด / ผู้บริโภคเหมือนเค้กเมื่อมีเค้กก้อนหนึ่งโต อีกก้อนก็ย่อมลดลง เป็นธรรมชาติ เป็นวัฏจักรของธุรกิจโดยทั่วกัน หน้าที่ของเราในฐานะผู้ประกอบการ ทายาทธุรกิจครอบครัวคือปรับตัวเปลี่ยนแปลงตนเอง และกิจการให้พร้อมสำหรับแหล่งความมั่งคั่งใหม่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่หวังเพียงน้ำบ่อเดิมที่กำลังแห้งขอดลงทุกวัน

อย่าปลอบใจตัวเองว่าเศรษฐกิจไม่ดี / มีวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ขายไม่ได้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ต่างอะไรจาก “ข้ออ้าง / คำแก้ตัว” สำหรับการไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับผมในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวที่ช่วยดูกลยุทธ์ให้กับหลายองค์กรชั้นนำสามารถบอกได้ว่าธุรกิจครอบครัวที่มั่งคั่ง จะตั้งคำถามตัวเองเสมอว่า “ธุรกิจจะปรับตัวเองอย่างไรให้ยังสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า (เก่า / ใหม่) ที่ความต้องการเปลี่ยนไปจากเดิม” ตั้งคำถามให้ถูกต้อง หาคนคุยให้ถูกคน และคุณจะได้กลยุทธ์ที่จะนำพาธุรกิจครอบครัวคุณไปสู่ความมั่งคั่ง รอดพ้นทุกการ “เผาจริง” ในทุกปี

“การตัดสินใจที่ร้ายแรงที่สุด คือการตัดสินใจไม่ทำอะไรเลย”


Author

ธีรภาพ อัญญานุภาพ

ธีรภาพ อัญญานุภาพ
Founding Partner & Lead Consultant Aunyanuphap Consulting