
พาเจาะลึก “3 พรรค 3 ทางเลือกเศรษฐกิจ” ใครจะเติมเงิน ใครจะล้างหนี้ ใครแจกถ้วนหน้า และข้อแตกต่างที่ควรรู้ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นภาพรวม ก่อนตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกอนาคตของตัวเองและประเทศ 8 กุมภาพันธ์นี้
ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 การแข่งขันด้าน “นโยบายเศรษฐกิจ” ดุเดือดขึ้นทุกขณะโดยเฉพาะ 3 พรรคการเมือง “ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาชน” ต่างงัด “นโยบายปากท้อง” ออกมาหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด พรรคเพื่อไทย ประกาศ “ไทยไร้จน” ยกระดับโครงการคนละครึ่งเป็นรัฐช่วยจ่าย 70% เหลือให้ประชาชนจ่ายแค่ 30% สะท้อนชัดว่าศึกประชานิยมไม่มีใครยอมใคร
จังหวะนี้น่าจะเหมาะในการพาเจาะลึก “3 พรรค 3 ทางเลือกเศรษฐกิจ” ใครจะเติมเงิน ใครจะล้างหนี้ ใครแจกถ้วนหน้า และข้อแตกต่างที่ควรรู้ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจน ก่อนตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกอนาคตของตัวเองและประเทศ โดยเลือกนำเสนอนโยบายของ 3 พรรคหลักที่มีแนวโน้มจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
พรรคภูมิใจไทยชูสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่เน้น “ความเป็นจริงในชีวิตคนตัวเล็ก” ไม่ว่าจะเป็นแรงงานรายวัน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย หรือกลุ่มรายได้น้อย โดยใช้วิธีเติมสภาพคล่องผ่านโครงการที่จับต้องได้ และพักหนี้อย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งหลักใหม่
ไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับ “โครงการคนละครึ่งพลัส” เพิ่มวงเงินและขยายกลุ่มเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น พร้อม “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส” ที่เติมวงเงินให้กลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแผนผลักดันสินค้าและบริการไทยผ่านโครงการ “Made in Thailand SMEs Plus” ใช้การจัดซื้อภาครัฐหนุนรายย่อยให้แข่งขันได้
ด้านหนี้สิน เสนอพักหนี้ 3 ปี สำหรับหนี้ในระบบไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยรัฐจะรับภาระดอกเบี้ยแทนลูกหนี้ พร้อมเตรียมออก “พันธบัตร Thai Power” เพื่อระดมทุนจากผู้มีเงินออมมารองรับนโยบายนี้อย่างยั่งยืน เสริมด้วย สินเชื่อฉุกเฉิน 50,000 บาท ไม่ต้องค้ำประกัน และ ตั้ง AMC ของรัฐ เพื่อบริหารหนี้เสีย รวมหนี้ NPL ให้ลูกหนี้สามารถฟื้นสถานะและกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้
อีกหมากสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน, ระบบขนส่งสีเขียว (รถเมล์ EV ราคาไม่เกิน 40 บาท), แจกฟรีโซลาร์รูฟท็อป และ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าราคาประหยัด” ผ่อนเพียงวันละ 100 บาท
นอกจากนี้ ชูนโยบายคุณภาพชีวิตระดับชุมชน เช่น น้ำดื่มสะอาดฟรีทุกหมู่บ้าน, เพิ่มเบี้ย อสม. และตั้งกองทุนประกันชีวิตผู้สูงอายุ รวมถึงเป้าหมายใหญ่ในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 80 ล้านคน สร้างรายได้ 6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570
โดยรวม พรรคภูมิใจไทยวางตัวเป็น “พรรคปฏิบัติจริง” ที่ไม่ได้เน้นแจกเงินแบบถ้วนหน้า แต่เน้นเติมสภาพคล่อง จัดการหนี้ และลงทุนเพื่อสร้างฐานให้ประชาชนเดินได้มั่นคงในระยะยาว
พรรคเพื่อไทยขยับหมากเศรษฐกิจในศึกเลือกตั้ง 2569 ด้วยคำมั่น “ไทยไร้จน” ชูเป้าหมายใหญ่คือการยกระดับรายได้ ลดภาระหนี้สิน และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในวงกว้าง โดยยังคงยึดหลัก 3 แนวทางเดิมคือ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส”
จุดไฮไลต์ คือ การประกาศยกระดับโครงการคนละครึ่งเดิมเป็น “รัฐช่วยจ่าย 70%” เหลือให้ประชาชนจ่ายเพียง 30% ในชื่อ “ไทยไร้จน” ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระค่าครองชีพ และเติมสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้ากลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก พร้อมกันนี้ ให้คำมั่นว่า หากรายได้ของใครต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจน 36,000 บาทต่อปี จะอุดหนุนให้ถึงเส้นนั้น เพื่อให้ “ไม่มีใครในประเทศนี้ต้องจนอีกต่อไป”
พรรคเพื่อไทยยังเสนอ “ปลดล็อกหนี้” ในกลุ่มที่เป็นห่วงมากที่สุด ทั้งหนี้ กยศ. หนี้ข้าราชการ หนี้เกษตรกร หนี้ครู และหนี้บัตรเครดิตในระบบ โดยใช้กลไกกองทุนหรือเจรจากับเจ้าหนี้ เปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับเข้าระบบและเริ่มต้นใหม่ได้ โดยไม่มีภาระดอกเบี้ยสะสมที่บั่นทอนชีวิต ด้านแรงงาน เสนอเป้าหมายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน ภายในปี 2570 และเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 25,000 บาท
ส่วนโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ที่เคยเป็นนโยบายเรือธง ถูกปรับลดน้ำหนักลงเหลือเพียง “การแจกแบบมีเกณฑ์” เช่น ตามรายได้หรือครัวเรือน ไม่ได้เสนอแบบถ้วนหน้าอีกต่อไป และถูกจัดรวมไว้ในกลุ่มมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และการขยายสิทธิ “30 บาทรักษาทุกที่”
โดยรวมพรรคเพื่อไทยพยายามวางตัวเป็นพรรคประชานิยมที่ไม่ใช่แค่แจก แต่ “เติม” อย่างมีเป้าหมาย ทั้งในมิติรายได้ หนี้สิน และต้นทุนชีวิต
พรรคประชาชนเปิดเกมเศรษฐกิจด้วยวิสัยทัศน์ “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” วางตัวเป็นพรรคที่ผลักดันรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ และวางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
จุดเริ่มต้นคือการสร้าง “รายได้พื้นฐาน” ผ่านนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้าอย่างน้อย 1,000 บาทต่อเดือน พร้อมขยายสวัสดิการทุกด้านครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน พร้อมกันนี้ ยังเสนอ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” ที่ขยับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นทันที 4% และปรับขึ้นอัตโนมัติทุกปีตามค่าครองชีพ รวมถึงการประกันกำไรขั้นต่ำ 30% ให้เกษตรกรรายย่อย
เพื่อช่วยรายย่อย พรรคเสนอคูปอง “คนละครึ่ง” สำหรับ SMEs ช่วยค่าเช่าและต้นทุนบัญชี พร้อมไอเดีย “หวยใบเสร็จ SME” ที่ให้ประชาชนได้ลุ้นรางวัลทุกครั้งที่อุดหนุนร้านค้ารายย่อย ขณะเดียวกัน SMEs ยังได้รับสิทธิภาษีพิเศษ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับรายได้ไม่เกิน 3.6 ล้านบาท และลดอัตรา VAT เหลือ 2.1% แบบเหมาจ่าย
พรรคไม่ได้เน้นล้างหนี้แบบตรงไปตรงมา แต่เสนอแนวคิด “ลดหนี้ผ่านการพัฒนา” เช่น ปรับที่ดินเกษตรเสี่ยงภัยเป็นพื้นที่ปลูกป่าหรือระบบชลประทาน และให้รัฐลดหนี้ตามสัดส่วนที่เกษตรกรเข้าร่วม พร้อมระบบ “ประกันการเพาะปลูก” หากผลผลิตเสียหายหรือราคาตก รัฐจะชดเชยเต็มต้นทุน
ด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ พรรคประกาศโมเดล “New Economy” ที่ครอบคลุม 8 ด้าน เช่น ระบบจัดการขยะ น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศใน 8 ปี ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการดันไทยสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมชิป พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 6.3 แสนล้านบาททั่วประเทศ เช่น ตั๋วร่วมขนส่งสาธารณะ 8–45 บาททุกเส้นทาง ในมิติโครงสร้างภาษี พรรคประชาชนเสนอ “VAT ขั้นบันได” ที่ลดภาษีสินค้าจำเป็น เพิ่มภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 40,000 บาทแรกต่อเดือน พร้อมผลักดันภาษีที่ดินรวมแปลง กระจายการถือครอง และเพิ่มงบให้ท้องถิ่นผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด
นโยบายของพรรคประชาชนคือการ “สร้างความมั่นคงให้ทุกคนมีที่ยืน” ผ่านรัฐสวัสดิการที่ทั่วถึง เท่าเทียม และออกแบบมาเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจตั้งแต่รากฐาน
เลือกตั้ง 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องที่นั่งในสภา แต่คือศึกชิงศรัทธาเศรษฐกิจจากคนทั้งประเทศ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน งัดกลยุทธ์คนละทาง ก่อนหย่อนบัตร ลองดูให้ชัดว่าใครตอบโจทย์อนาคตเศรษฐกิจของคุณ และนโยบายนั้นจะเปลี่ยนเป็นจริงได้แค่ไหน เมื่อได้เป็นรัฐบาล
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney