
ปี 2569 ไม่ใช่ปีของความหวัง หากแต่เป็นปีของการเอาตัวรอดอย่างมีระบบ กำลังซื้อยังไม่ฟื้น ต้นทุนเดินหน้าสูงขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัวลึกกว่าที่หลายคนอยากยอมรับ ธุรกิจวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว แต่คือการตั้งหลักให้มั่น ปรับตัวให้เร็ว และตัดสินใจบนโครงสร้างที่แข็งแรงจริง
ในบริบทนี้ “การไม่เติบโตไม่ใช่ทางเลือก” กลายเป็นประโยคที่สะท้อนความจริงของปี 2569 ได้ตรงที่สุด เพราะในเกมการแข่งขันที่ยากขึ้นทุกวัน การหยุดนิ่งเท่ากับถอยหลังทันที
ผมมีโอกาสพูดคุยกับ คุณณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เครือเซ็นทรัลกรุ๊ปที่บริหารธุรกิจร้านอาหารชั้นนำในไทยที่มีแบรนด์ดังกล่าว 21 แบรนด์ เครือข่ายร้านอาหารกว่า 1,453 ร้านทั่วประเทศ ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังหลายสำนักคาดว่า ตัวเลข GDP จะเติบโตเพียงราว 1.6%
สะท้อนกำลังซื้อที่ถูกกดจากหนี้ครัวเรือน ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังต้องแบกรับต้นทุนค่าแรง วัตถุดิบ และพลังงาน ท่ามกลางการแข่งขันจากผู้เล่นต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์จากจีน
สำหรับธุรกิจร้านอาหาร เขามองชัดว่า ปีนี้คือปีของการ “คัดกรองความแข็งแรง” องค์กรที่อยู่รอดได้ ต้อง Lean ใช้ทรัพยากรให้คุ้มที่สุด ต้อง Agile ตัดสินใจเร็ว เปลี่ยนทิศได้ไว และต้องสร้าง Value Innovation เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “คุ้มค่า” ไม่ใช่แค่ “ถูก”
อีกประเด็นสำคัญคือ ธุรกิจอาหารไม่สามารถพึ่งพา Dine-in เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเร่งขยายสู่ดิจิทัล เดลิเวอรี่ และระบบ CRM เพื่อเข้าใจลูกค้าเชิงลึก ควบคู่กับการมองแบรนด์จีนทั้งในฐานะคู่แข่งและแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและ AI เพื่อสร้าง Growth Engine ใหม่ในระยะยาว
เมื่อมองภาพการแข่งขัน คุณณัฐอธิบายอย่างชัดเจนว่า ธุรกิจอาหารไม่ได้แข่งกันที่ Shelf Space แบบสินค้าอุปโภคบริโภค แต่แข่งกันที่ Stomach Share หรือ “ส่วนแบ่งกระเพาะ” ของผู้บริโภค เพราะอาหารเป็นสินค้าที่ตุนไม่ได้ กินอิ่มก็จบ จำนวนมื้อต่อวันไม่เพิ่มขึ้น แต่ร้านเพิ่มขึ้นทุกปี การแข่งขันจึงรุนแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายศูนย์การค้ามีร้านอาหารเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านกลับไม่โต บางรายถึงขั้นลดลง หากแบรนด์ไม่สามารถขยายตัวหรือดึงความถี่การกินได้ ก็จะถูกแย่งส่วนแบ่งไปเรื่อย ๆ
ภาพนี้ชัดขึ้นทันทีเมื่อ CRG ตัดสินใจลงทุนถือหุ้น 40% ใน ลักกี้ สุกี้ (Lucky Suki) ด้วยเม็ดเงินกว่า 940 ล้านบาท เพื่อเข้าสู่สนาม Budget Suki ตลาดสุกี้ราคาประหยัดที่กำลังเติบโตเร็ว ในตลาดสุกี้หม้อร้อนมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท ดีลนี้ใช้เวลาศึกษาและเจรจานานนับปี ก่อนตัดสินใจลงมือจริง
นี่ไม่ใช่การเริ่มใหม่จากศูนย์ แต่เป็นการเลือก “ร่วมทุน” กับผู้เล่นที่พิสูจน์โมเดลแล้ว หลัง CRG เคยมีบทเรียนจาก Suki House ที่ไปไม่ถึงเป้า สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการเห็นศักยภาพของ Lucky Suki ที่สามารถขยายสาขาอย่างรวดเร็วภายใน 3 ปี และสร้างรายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาท
แก่นสำคัญของเรื่องนี้คือ ศักยภาพตลาด Budget Suki ยังไม่ถูกพูดถึงมากพอ
จากการประเมินเชิงโครงสร้าง ตลาดนี้สามารถรองรับสาขาได้มากกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่แบรนด์เดียว แต่เป็นขนาดตลาดรวม ซึ่งหมายความว่านี่ไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังแปรสภาพเป็น “ตลาดแมสเต็มตัว”
เมื่อสาขาถูกปูพรมตั้งแต่ใจกลางเมือง เมืองรอง ไปจนถึงชานเมือง เกมจึงไม่ใช่เรื่องว่าใครปรุงน้ำซุปอร่อยกว่า แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า
“ใครอยู่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด…ในตอนที่เขาหิว”
จุดนี้ CRG มั่นใจว่ามีจุดแข็งด้วยความเป็นธุรกิจในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปที่มีความสามารถขยายสาขาเข้าใกล้ลูกค้าในชุมชนมากที่สุด และการบริหารซัพพลายเชนจะช่วยให้แบรนด์ Lucky Suki ประสบความสำเร็จ โดยตั้งเป้าขยายสาขาได้ถึง 100-120 สาขา และมียอดขายถึง 5,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี
ตัวเลขสาขาที่มากขึ้นสะท้อน Economy of Scale อย่างตรงไปตรงมา ยิ่งมีสาขามาก ต้นทุนยิ่งต่ำ อำนาจต่อรองวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และระบบหลังบ้านจะไหลไปอยู่กับผู้เล่นรายใหญ่โดยอัตโนมัติ ขณะที่รายเล็กซึ่งไม่มีโครงสร้างรองรับ เริ่มเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งหม้อ
ดังนั้น สนาม Budget Suki ไม่ใช่เกมของราคาถูกที่สุด แต่คือเกมของความเร็วในการขยายเครือข่าย และความสามารถในการคุมต้นทุน ใครปูโครงข่ายได้ก่อน คนนั้นได้เปรียบ เป็นเกมที่ “ยักษ์ใหญ่ 3 แบรนด์คือ ตี๋น้อย, ลักกี้, และโบนัส” จะคุมทิศทางทั้งตลาด
สำหรับ CRG สุกี้ราคาประหยัดจึงไม่ใช่เมนูเสริม แต่คือเครื่องยนต์พยุงการเติบโตในยุคเศรษฐกิจฝืด เป็นธุรกิจที่สร้างทราฟฟิกและกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ และเป็นการกลับเข้าสู่ตลาดสุกี้อีกครั้งอย่างรอบคอบ หลังบทเรียนราคาแพงในอดีต
และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Budget Suki จึงไม่ใช่แค่เทรนด์อาหาร
ในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี การเติบโตไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขเดียวของการอยู่รอด