5 ความเสี่ยงโค้งสุดท้าย 2025

Experts pool

Columnist

Tag

5 ความเสี่ยงโค้งสุดท้าย 2025

Date Time: 28 ธ.ค. 2568 09:00 น.

Video

สวยอย่างเดียวไม่พอ เพราะ "เสน่ห์ที่แพงที่สุด" คือการมีเงินของตัวเอง l Money Secret EP.19

Summary

เข้าสู่ช่วงส่งท้ายปี 2025 แล้ว นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น InnovestX จึงขอชี้ให้เห็น 5 ประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด

Latest


เข้าสู่ช่วงส่งท้ายปี 2025 แล้ว นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการรวมตัวของปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวชัดเจน นโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ที่เริ่มแยกทางกัน ความเสี่ยงวิกฤตการคลังโลก ไปจนถึงวิกฤติการเมืองไทยที่ยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสุญญากาศทางการเมืองและการขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ InnovestX จึงขอชี้ให้เห็น 5 ประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงแรก คือ เศรษฐกิจโลกและไทยที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน ตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 3 ที่ขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก สะท้อนแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่หดตัว การส่งออกบริการที่ชะลอลง ขณะที่แนวโน้มระยะต่อไปมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากอุทกภัยภาคใต้ สงครามกับกัมพูชา ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ตลาดแรงงานอ่อนแอลง โดยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) ล่าสุดติดลบ ด้านจีนเผชิญ “3 กับดัก” คือ เงินฝืด สภาพคล่อง และวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เช่น การส่งออก ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนสินทรัพย์ถาวรที่ชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้น 

ส่วนไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่คลี่คลาย ถูกปัจจัยลบรุมล้อม InnovestX จึงคงประมาณการ GDP ไทยปี 2568 และ 2569 ไว้ที่ 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ โดยไตรมาส 4/2568 และ 1/2569 จะเป็นช่วงที่ชะลอตัวหนักที่สุด

ความเสี่ยงที่สอง คือ นโยบายการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคที่ทิศทางดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน (Great Divergence) การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) เมื่อวันที่ 17-18 ธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาด แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการส่งสัญญาณ “Hawkish Cut” โดย Dot Plot แสดงว่าในปี 2569 Fed จะลดดอกเบี้ยได้เพียง 1-2 ครั้ง น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ยุโรป, นิวซีแลนด์ และแคนาดาหยุดลดแล้ว ขณะที่อังกฤษยังลดได้ต่อเนื่อง ส่วนจีนพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องเพื่อต่อสู้ภาวะเงินฝืด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความผันผวนทางอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายมีมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นอิสระของ Fed กำลังถูกคุกคามจากแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะการเปลี่ยนประธาน Fed ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่อาจเป็น Kevin Hassett ซึ่งเป็นคนสนิทของทรัมป์และมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรุนแรงต่อเนื่อง (Dovish) และหนี้สาธารณะสหรัฐที่พุ่งสูงอาจนำไปสู่สถานการณ์ “Fiscal Dominance” ที่นโยบายการคลังครอบงำนโยบายการเงิน ซึ่งอาจนำมาสู่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่รุนแรง และทำให้ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์ที่ลดลงได้

ความเสี่ยงที่สาม มาจากปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน เช่น 

(1) เงินฝืดที่เกิดจากสภาพคล่องตึงตัวจากเงินเฟ้อที่ติดลบมากว่า 8 เดือน 

(2) การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยตั้งแต่ต้นปี ดัชนีการลงทุนเอกชนหดตัวเฉลี่ยกว่า 8% 

(3) การคลังที่อาจชะลอลงจากปัญหาทางการเมือง 

(4) การส่งออกที่เสี่ยงโดนกระทบจากประเด็น Transshipment ที่อาจโดนภาษีสหรัฐถึง 40%

ความเสี่ยงที่สี่ได้แก่ วิกฤติการเมืองจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่จะกระทบเศรษฐกิจใน 7 ด้าน ทั้ง 

(1) มาตรการกระตุ้นฯ ถูกยกเลิกทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย

(2) FDI ชะลอ รอความชัดเจนเชิงนโยบาย

(3) หากสถานการณ์สงครามไทยยืดเยื้อรุนแรงอาจมีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

(4) งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้า

(5) การเจรจาภาษีกับสหรัฐ และการเจรจาการค้า (FTA) กับประเทศอื่น ๆ ในหลักการต้องถูกเลื่อนออกไป

(6) โครงการโครงสร้างพื้นฐาน 5.1 ล้านล้านบาทต้องชะงัก (รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน, EEC และอื่น ๆ) รวมถึงอาจทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนอื่น ๆ ล่าช้า

(7) ความกังวลนโยบายการคลัง โดยแผนลดขาดดุลเหลือ 2.1% GDP ภายในปี 2030 อาจเกิดขึ้นได้ยากขึ้น เนื่องจากร่าง พรบ. งบประมาณปี 2570 ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงทางการคลังมีมากขึ้น

ความเสี่ยงที่ห้า คือ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนสูง แม้ InnovestX จะคาดการณ์ค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2568-2569 ไว้ที่ 32.9 และ 32.2 บาทต่อดอลลาร์ตามลำดับ โดยในช่วง Q4/2568-Q1/2569 บาทจะแข็งค่าพีคที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ในช่วง 2H/2569 บาทอาจอ่อนค่ากลับมาที่ 32.4-32.7 บาทต่อดอลลาร์ หาก Fed ลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลด ประกอบกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาว (10 ปี) ในช่วง Q4/2568-Q1/2569 จะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินและตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้น

ท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ กลยุทธ์การลงทุนที่เราแนะนำคือ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก 

ธีมแรก คือ หุ้น Defensive ที่ผลการดำเนินงานสามารถต้านทานความผันผวนภายนอก คาดว่า Q4/2568 กำไรยังเติบโตดี ได้แก่ ADVANC, BDMS, BEM, BGRIM, GULF และ PTT 

ธีมที่สอง คือ หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ต แบ่งเป็นหุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาวที่คาดให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงเกิน 5% ต่อปี ได้แก่ AP, DIF, KTB, PTT และ TISCO และหุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน ได้แก่ BAM, KBANK, SAT, THANI และ TLI 

ธีมที่สาม คือ หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาดว่า ธปท. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และอีก 2 ครั้งในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีต้นทุนทางการเงินลดลง เช่น CENTEL, GPSC, TRUE หุ้นที่กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น เช่น AP, MTC และกลุ่ม REITs เช่น DIF, FTREIT และ LHHOTEL

สรุปได้ว่า ช่วงสั้น SET มีโอกาสปรับลงจากกังวลสุญญากาศทางการเมืองไทยและขาดมาตรการกระตุ้นใหม่ อีกทั้งรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของ ธปท. ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ดังนั้น นักลงทุนควรบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถต้านทานความผันผวนได้ และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก และพลวัตเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนักลงทุนที่เตรียมพร้อม

ขอให้นักลงทุนโชคดี




Author

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์
หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX