
สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเปราะบางที่จะนำไปสู่วิกฤติการเงินอย่างยิ่ง หลังจากทางการสหรัฐฯ สั่ง 3 ธนาคารพาณิชย์ปิดตัวลงในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ นำโดย ธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB), Silvergate Bank และ Signature Bank พร้อมออกมาตรการคุ้มครองเงินฝาก 100% รวมถึงตั้งกองทุน Bank Term Funding Program (BTFP) โดยเป็นเครื่องมือให้ยืมเงินไม่จำกัดจำนวนแก่ธนาคารเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยใช้พันธบัตรเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินจำนวน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์จากกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคาร
แต่ก็ยังไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ หุ้นในกลุ่มธนาคารระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ ที่ตกต่ำต่อเนื่อง ประกอบกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ลดต่ำรุนแรง บ่งชี้ว่าภาคการเงินกำลังมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไป จนนำมาสู่ความเสี่ยงวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจในไม่ช้า
สาเหตุหลักส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่การขึ้นอย่างรุนแรงถึงกว่า 4% ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางมูลหนี้ทั่วโลกที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลง และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ที่กระทบต่อเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บางภาคส่วนประสบปัญหาการเงิน โดยเฉพาะภาคธนาคารที่ต้นทุนและรายได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้น (ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับเงินฝาก ซึ่งเป็นต้นทุนของธนาคาร) สูงขึ้น แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว (ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับเงินกู้ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของธนาคาร) ขึ้นตามไม่ทัน และถ้าธนาคารใด (เช่น SVB) มีรายได้หลักอ้างอิงจากดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวที่ขึ้นช้ากว่าต้นทุนที่สูงขึ้นตามดอกเบี้ยระยะสั้นที่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะได้รับผลกระทบมาก และเสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง รวมถึงการล้มลาย แม้สถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติขึ้น แต่ก็น่าจะเป็นเพียงชั่วคราว คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางดอกเบี้ยขาขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นมากกว่าระยะยาว (หรือที่เรียกว่า Inverted Yield Curve—รูปที่ 1) จุดเปราะบางของเศรษฐกิจการเงินโลกอยู่ที่ใดบ้าง ทาง InnovestX ได้ทำบทวิเคราะห์ 5 จุดเปราะบางภาคการเงินโลกจากดอกเบี้ยขาขึ้น ดังนี้
1. ภาคธนาคารต่างๆ เริ่มได้รับผลกระทบจากกรณีของ SVB โดยแม้ว่ากรณี SVB จะเป็นปัญหาเฉพาะตัวระดับหนึ่ง จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงต้องขายพันธบัตรในภาวะขาดทุน เพื่อนำเงินมาจ่ายภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ธนาคารอื่นๆ มีการถือพันธบัตรรัฐบาลน้อยกว่า จึงไม่เสี่ยงมากเท่า (รูปที่ 2)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่าในเดือน ก.พ. ธนาคารในสหรัฐฯ มีการสูญเสียที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized loss) กว่า 6.2 แสนล้านดอลลาร์ในการถือพันธบัตร ขณะที่ Commerzbank ของเยอรมนีออกแถลงการณ์ปฏิเสธส่วนเกี่ยวข้องกับ SVB อย่างไรก็ตาม ธนาคารต่างๆ จะเริ่มมีความเสี่ยงจากภาวะ Bank run (การแห่ถอนเงิน) หรือ Silence bank run (ไม่แห่ถอนเงินแต่ค่อยๆ ถอนและไม่ฝากเพิ่ม) รวมถึงถอนการลงทุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารมีมากขึ้น
2. บริษัทกลุ่มเทคโนโลยี ที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงชะลอการลงทุนในธุรกิจที่เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือธุรกิจที่ยังไม่เห็นโอกาสในการทำกำไรในระยะสั้น ทำให้การปรับลดคนงานมากขึ้น โดยบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่ เช่น Alphabet ได้ปรับลดคนงานกว่า 1.2 หมื่นคน ขณะที่ Microsoft, Amazon และ Meta ปรับลดแล้วกว่า 4 หมื่นคน โดยหลายฝ่ายมองว่า หากดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีอาจถูกเทขายมากขึ้น
3. การผิดนัดชำระหนี้ โดยแม้ว่าค่าความเสี่ยง (Risk premium) ของหนี้ภาคธุรกิจลดลงตั้งแต่ต้นปี แต่การผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจกลับเพิ่มขึ้น โดย S&P Global กล่าวว่าปัจจุบัน ยุโรปมีจำนวนการผิดนัดชำระหนี้สูงเป็นอันดับสองในปีที่แล้วนับตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่คาดว่าอัตราการผิดนัดชำระของสหรัฐฯ และยุโรปจะสูงถึง 3.75% และ 3.25% ตามลำดับในเดือนกันยายน 2566 เทียบกับ 1.6% และ 1.4% ในปีก่อนหน้า
ขณะที่ในกรณีเลวร้าย การผิดนัดชำระหนี้อาจสูงขึ้นถึงระดับ 6.0% และ 5.5% และด้วยการผิดนัดชำระที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงจะไปอยู่ที่ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Private debt market) ที่มีข้อมูลน้อยกว่า (เป็นการกู้กันภายนอก ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน ทำให้เรารับทราบข้อมูลน้อย) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน จาก 2.5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2010 โดยในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ หุ้นกู้ภาคเอกชนที่ดอกเบี้ยลอยตัวจึงเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน แต่ปัจจุบันที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น บ่งชี้ว่าต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงขึ้นและความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น
4. Crypto Winter หรือการที่เงินสกุลคริปโต เผชิญกับช่วงราคาที่ตกต่ำยาวดั่งฤดูหนาว โดยแม้ว่าราคา Bitcoin เริ่มฟื้นตัวในช่วงต้นปี แต่ก็ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนในวันศุกร์ โดยปัจจัยลบที่จะยังกดดันตลาดในปีนี้ได้แก่ (1) ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากกระแสดอกเบี้ยที่ยังจะสูงต่อเนื่อง (Higher for Longer) โดยในปี 2022 ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคา Bitcoin ลดลง 64% และ (2) การล่มสลายของบริษัท crypto ที่โดดเด่นหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTX ทำให้นักลงทุนต้องแบกรับการขาดทุนจำนวนมากท่ามกลางผู้กำหนดนโยบายเข้มงวดขึ้น นอกจากนั้น กรณี Silvergate Capital Corp หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม Cryptocurency ประกาศว่าจะปิดการดำเนินงาน ทำให้ความเสี่ยงมีมากขึ้น และ
5. ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่ปีที่แล้ว และราคาบ้านจะลดลงอีกในปีนี้ ซึ่งส่วนสำคัญเป็นผลจากดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน (Mortgage rate) เพิ่มขึ้นด้วย (รูปที่ 3) นอกจากนั้น ผู้จัดการกองทุนที่สำรวจโดย BofA มองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาของจีนจะมีความเสี่ยงเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ ขณะที่หลายฝ่ายมองว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุโรปก็มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เช่นกัน โดยอัตราผิดนัดชำระหนี้อยู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2012 โดยภาคอสังหาฯ ในประเทศใหญ่ ในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี อาจเผชิญกับความเสี่ยงในการระดมทุนในวงเงินระดับ 5.1 หมื่นล้านยูโร จนถึงปี 2025 ขณะที่ผู้จัดการสินทรัพย์ของกองทุนชื่อดังอย่าง Brookfield และ Blackstone เริ่มผิดนัดในหนี้บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและความต้องการสำนักงานที่ลดลง
เหล่านี้คือ 5 จุดเปราะบางเศรษฐกิจการเงินโลก ที่อาจจะนำโลกไปสู่วิกฤติการเงินครั้งต่อไป ผู้อ่านโปรดพึงระวัง
รูปที่ 1 เส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับทิศ (Inverted Yield Curve)
รูปที่ 2 สัดส่วนการถือสินทรัพย์ดอกเบี้ยคงที่ (รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล) ของธนาคาร SVB เทียบกับธนาคารอื่นๆ
รูปที่ 3 ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี และดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน 30 ปีของสหรัฐฯ