
คลังเตรียมของบฯกลางเพิ่ม 1,000 ล้านบาท หนุนส่วนลดซื้อรถอีวีไม่ให้โครงการสะดุด หลังวงเงินเดิม 3,000 ล้าน จ่อหมด 30 ก.ย.นี้ เลขาฯ ครม.ชี้ต้องลุ้นว่า กกต.จะมองเข้าข่ายมาตรา 169 (1) หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน จากปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นวงเงินเพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านบาท เพื่อนำมาอุดหนุนส่วนลดราคาในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ตามมาตรการอีวี 3.0 ที่อุดหนุนส่วนลดในการซื้อรถอีวี ไม่เกินคันละ 150,000 บาท หลังจากที่ ครม.ได้อนุมัติวงเงินไปก่อนหน้านี้ 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้อุดหนุนราคาจำหน่ายรถอีวีในประเทศกำลังจะหมดลงภายในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อให้ความต้องการซื้อรถอีวีของประชาชนไม่สะดุด
อย่างไรก็ตาม หาก ครม.ให้ความเห็นชอบ ก็ต้องส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาอนุมัติ ซึ่งแนวโน้มที่ กกต.จะอนุมัติก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากมาตรการนี้เป็นมาตรการที่มีความต่อเนื่องไม่ใช่โครงการใหม่ที่จะกระทบการบริหารงานของรัฐบาลหน้า โดยมาตรการ อีวี 3.0 จะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค.2566 แต่วงเงินที่ใช้ในการอุดหนุนส่วนลดในการซื้อรถอีวีจะหมดลงตั้งแต่เดือน ก.ย. เนื่องจากก่อนหน้านี้มีประชาชนสนใจซื้อรถอีวีเป็นจำนวนมาก โดยกรมสรรพสามิตกำลังคำนวณว่าจะขอเท่าใด เบื้องต้นประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนรถอีวีที่จะมาขอรับการอุดหนุนภายในปี 2566 ด้วย
สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ และผลิตรถอีวีที่เป็นชุดมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการเดิมในชุด มาตรการ EV3.5 ที่มีทั้งการอุดหนุนส่วนลดให้กับผู้ซื้อรถอีวีคันละไม่เกิน 100,000 บาท รวมทั้งมาตรการสนับสนุนทางการเงินให้แก่บริษัทที่จะลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์อีวีในประเทศไทย จะต้องรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณา โดยคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เตรียมจะเสนอแพ็กเกจนี้ให้ ครม.ชุดใหม่พิจารณาเห็นชอบเพื่อเป็นมาตรการที่จะส่งเสริมการใช้และผลิตรถอีวีในประเทศไทยต่อไป
นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการ ครม.กล่าวว่า สิ่งที่ กกต.จะพิจารณาก็คือเรื่องที่เสนอไปเป็นเรื่องที่ ครม.รักษาการสามารถทำได้หรือไม่ หากขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1) ส่วนใหญ่ กกต.จะไม่อนุมัติเนื่องจากผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้า เว้นแต่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2566 ได้รับทราบว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อต้นปี 2565 ได้รับทราบแนวทางการดำเนินนโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (EV3) และเห็นชอบในหลักการ การจัดหาแหล่งงบประมาณในปีงบประมาณ 2566- 2568 วงเงิน 40,000 ล้านบาท จากแหล่งงบประมาณที่เหมาะสม และการขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการมาตรการ EV 3 นั้น กรมสรรพสามิตได้รายงานว่ามีจำนวนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ลงนามข้อตกลงเข้าร่วมมาตรการ รวม 12 ราย แบ่งเป็น ผู้ประกอบการรถยนต์ 9 ราย และผู้ประกอบการ รถจักรยานยนต์ 3 ราย
โดยมีปริมาณของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่ขอรับสิทธิในปี 2565 รวมทั้งสิ้น 39,722 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 35,322 คัน และรถจักรยานยนต์ ไฟฟ้า 4,400 คัน โดยงบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากปีงบประมาณ 2565 ดังกล่าว สามารถรองรับการดำเนินมาตรการ EV 3 ได้ภายในปี งบประมาณ 2566 หรือถึงเดือนกันยายน ปี 2566 เท่านั้น สำหรับแหล่งงบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนมาตรการ EV3 ในปีงบประมาณ 2567-2568 คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เห็นว่า ยังไม่สามารถนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาใช้ได้ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน จึงให้กรมสรรพสามิตขอรับการจัดสรรงบกลางฯ ของปีงบประมาณประจำปี 2567 ไปพลางก่อน.