
“เงินสด” เป็นสื่อการชำระเงินที่คุ้นชินกันมายาวนาน นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้หันมาใช้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้เงินสดก็ยังคงมีอยู่พอสมควร
เงินสด VS e-Payment ไทยอยู่ตรงไหน?
ข้อมูลจาก Bank for international settlements (BIS) เผยถึง ข้อมูลการใช้เงินสดและธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสด (e-Payment) ของแต่ละประเทศ พบว่า เมื่อปี 2564 ประเทศไทยเรามีการใช้เงินสดต่อ GDP มากถึง 13.1% เป็นรองเพียง ญี่ปุ่น (23.5%) และอินเดีย (13.2) ขณะที่ประเทศใกล้บ้านเราอย่าง สิงคโปร์ สัดส่วนอยู่ที่ 11.3% ต่อ GDP และมาเลเซีย อยู่ที่ 9.7% ต่อ GDP
ขณะที่ในปีเดียวกัน ในส่วนการทำธุรกรรม หรือการใช้จ่ายผ่าน e-Payment ของคนไทย พบว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 312 ครั้ง/คน/ปี ก่อนปี 2565 แม้จะเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 425 ครั้ง/คน/ปี แต่ยังไม่สูงเทียบ สิงคโปร์ ที่การใช้จ่ายผูกพันกับ e-Payment สูงถึง 746 ครั้ง/คน/ปี (ปี 2564) เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น
สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ เมื่อเงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีปริมาณและมูลค่ามหาศาล ต้นทุนการจัดการเงินสดโดยรวม ก็จะสูงเป็นเงาตามตัวไปด้วย โดยจากผลสำรวจพฤติกรรมการชำระเงินของประชาชน เมื่อปี 2564 นั้น พบว่าคนไทย 1 คน จะพกเงินสดติดตัว แบงก์ 100 บาท ไว้ใช้จ่ายต่อวัน โดยเฉลี่ย 950 บาท
อะไร คือ ต้นทุนเงินสด
เจาะในปี 2565 ประเทศไทยมีธนบัตรหมุนเวียน 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนทั้งหมดเกือบ 5 หมื่นล้านบาทนั้น เราเรียกว่า “ต้นทุนการจัดการเงินสด” (Cost of cash Hangling) ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่มาจากแค่ค่าใช้จ่ายในการผลิต หรือพิมพ์ธนบัตรเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้แก่
กล่าวคือ ... หากเส้นทางของ “เงินสด” เริ่มต้นจากโรงพิมพ์ธนบัตร ธปท. ต้องนำส่งต่อไปยังศูนย์จัดการธนบัตรในแต่ละภูมิภาค ก่อนที่จะส่งต่อไปที่ศูนย์เงินสดธนาคารพาณิชย์ เพื่อกระจายไปยังจุดให้บริการต่างๆ เช่น สาขาธนาคาร ตู้ ATM ระหว่างทางเกิดต้นทุนมากมายนั่นเอง
เมื่อ “เงินสด” ชำรุด หรือมีปริมาณเกินความต้องการ จะถูกส่งกลับไปตามเส้นทางเดิมที่มา โดยมีจุดสุดท้าย คือ ธปท. ทำการคัดแยกและทำลาย ก็คือต้นทุนอีกเช่นกัน
นี่เป็นที่มาที่หลายๆ ประเทศพยายามให้ประชาชนลดบทบาทและพฤติกรรมการใช้เงินสด และให้หันไปพึ่งพาระบบชำระเงินแบบ “Digital Payment” มากขึ้น เพราะด้วยเงินสดมีต้นทุนค่อนข้างสูง แพงว่า Digital Payment เมื่อมีจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น สวนทางต้นทุน Digital Payment ต่อธุรกรรมจะลดลงเรื่อยๆ จากธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นค่าใช้จ่ายโดยมาก เป็นต้นทุนคงที่ (Fixed cost) เช่น การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society
สำหรับในประเทศไทย ดูเหมือนวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ภายใต้ความกังวลเกี่ยวกับเชื้อโรค เชื้อไวรัสต่างๆ ที่หลงเหลือแพร่กระจายไว้บนสิ่งของต่างๆ แม้แต่ธนบัตร หรือแบงก์ ที่ส่งต่อผ่านผู้คนมากมาย ได้กลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค และเป็นตัวเร่งให้คนไทยหันมา ใช้จ่ายผ่านบัตร, โอนเงิน และสแกนจ่ายในชีวิตประจำวันในรูปแบบ e-Payment มากขึ้น
พร้อมๆ กับแนวทาง ธปท. ที่มีนโยบายลดการใช้เงินสด และส่งเสริม Digital Payment อย่างจริงจัง กำหนดเป้าหมายภายใน 3 ปี ลดการใช้ “เงินสด” อัตราเร่งเป็น 2 เท่า และเพิ่มการใช้ “Digital Payment” หรือการชำระเงินแบบดิจิทัลเป็น 2.5 เท่า โดยอยากเห็นการใช้จ่ายในรูปแบบ Digital Payment ราว 800 ครั้งต่อคนต่อปี ภายในปี 2567 ให้ได้
ประเด็นนี้นับเป็นโจทย์ท้าทาย ทั้งภาคประชาชน, สถาบันการเงิน, non-bank และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ
e-Payment กับโจทย์ที่ต้องแก้
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าโครงการ e-Payment ภาครัฐ ที่เกิดช่วงโควิด ซึ่งปฏิวัติฐานข้อมูลด้านสวัสดิการ และปรับธุรกรรมต่างๆ ให้เป็น e-Payment ครั้งใหญ่ของบ้านเรา เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการโอนเงินผ่านบัตร โครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ค่อยๆ ทยอยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของผู้มีสิทธิ นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่น่าสนใจ
แต่ในภาพรวม เรื่อง สังคมไร้เงินสด ยังมีข้อห่วงใยระหว่างทางอยู่มาก อย่างในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ก็เคยมีผลวิจัยออกมาว่า มีคนเกือบครึ่งประเทศ ที่ยังยืนยันจะใช้เงินสด และไม่พร้อมกับสังคมเงินสดเต็มตัว เพราะกังวล ...
สำหรับประเทศไทย จากที่กล่าวมาข้างต้น การชำระเงินแบบดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้นก็จริง แต่ข้อมูลศึกษาของ ธปท. พบว่า การใช้ e-Payment ยังกระจุกตัวในกลุ่มบุคคล และธุรกรรมกว่าครึ่งหนึ่ง เกิดจากผู้ใช้บริการแค่ 5% เท่านั้น หลักๆ มาจากคนที่ใช้ทุกเดือน โดยธุรกรรมกว่า 70% เป็นการโอนให้บัญชีบุคคล ขณะที่การโอนเข้า e-Wallet มีตามช่วงมาตรการเท่านั้น
เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาต่อไปว่า ปัจจัยใดทำให้คนบางกลุ่มยังไม่ใช้ e-Payment มากนัก ธปท. เองเคยวิเคราะห์ว่า หากคนที่ไม่ใช้ส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้เงินสดด้วยเช่นกัน อาจจะเพราะไม่มีความจำเป็นต้องโอนหรือชำระเงิน เช่น ปกติคนอื่นในครอบครัวเป็นผู้ทำธุรกรรม หรือมีการใช้ e-Payment ในรูปแบบอื่น เช่น บัตรเครดิต/เดบิต หรือ e-Money ภาครัฐก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องทำมาตรการเพื่อส่งเสริมให้คนมาใช้ e-Payment เพิ่มเติมมากนัก
แต่หากคนกลุ่มนี้ใช้เงินสดแทนด้วยเหตุผลบางประการ เช่น การขาดทักษะ ความกังวลเรื่องมิจฉาชีพ ต้นทุน หรือเพราะผู้ขายที่ทำธุรกรรมเป็นประจำไม่รับชำระด้วย e-Payment ก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนสามารถออกมาตรการมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้งานเพิ่มขึ้นนั่นเอง...
ที่มา : ธปท.