
สมาคมบริษัทจดทะเบียนร่อนหนังสือถึง ก.ล.ต.ค้าน พ.ร.บ.ใหม่ที่ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ ต้องนำส่งกำไรไม่น้อยกว่า 90% เข้ากองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ด้าน “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” อดีตประธานสภาตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊กคัดค้าน
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้ทำจดหมายแสดงความเห็นถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรณีเปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เรื่องการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ซึ่งเบื้องต้นเห็นด้วยกับแนวคิดแยกการพัฒนาตลาดทุนออกจากตลาดหลักทรัพย์
นางอรนุชกล่าวว่า แต่สมาคมฯไม่เห็นด้วยที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องจ่ายเงินรายปีให้กองทุน ไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี เพราะจะทำให้ตลาดมีเงินไม่เพียงพอกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันให้ทันประเทศอื่นในภูมิภาค และเงินทุนประเดิม 8,000 ล้านบาท ที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องส่งมอบนั้น น่าจะเพียงพอต่อการดำเนินงานของกองทุนนี้ เพราะกองทุนสามารถนำเงินก้อนนี้ไปบริหารจัดการต่อได้
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่า กองทุนดังกล่าวควรมีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ เพื่อ ให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน เหมือนเช่นตลาดที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่สามารถบริหารงานได้อย่างแข็งแกร่ง และยังเห็นว่าคณะกรรมการกองทุน CMDF ควรเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในวงการตลาดทุน เพราะผู้ที่อยู่ในวงการตลาดทุน จะมีแรงผลักดันที่ดีในการพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตอยู่แล้ว เช่น เลขาธิการ ก.ล.ต. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หน่วยงานสมาคมที่อยู่ในวงการตลาดทุน เช่น สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เป็นต้น ทั้งนี้ การตั้งกองทุนดังกล่าวในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกองทุนโดยตำแหน่ง
ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการตลาดปลายเดือนนี้ จะมีวาระพิจารณาเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. และประเด็นการตั้งกองทุน CMDF
ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะอดีตประธานสภาตลาดทุนไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การที่ภาครัฐกำลังแก้กฎหมายเพื่อโอนเงิน 8,000 ล้านบาท จากตลาดหลักทรัพย์มาใส่ในกองทุน CMDF ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในรูปแบบหน่วยงานของรัฐ โดยคณะกรรมการ CMDF จะมีทั้งหมด 11 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ (ประธาน) โดยตำแหน่ง 1 คน ตัวแทนจากภาครัฐโดยตำแหน่ง 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. และที่สำคัญกฎหมายยังบอกอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ มีภาระต้องส่งเงินให้กับ CMDF ทุกปี ไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิของตลาดหลักทรัพย์นั้น
โดยส่วนตัวตนเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุน CMDF ให้เป็นหน่วยงานอิสระ ที่แยกออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะจะทำให้บทบาทและภารกิจของกองทุนนี้ชัดเจนขึ้น แต่มี 3 ประเด็นในร่างกฎหมายนี้ที่ไม่เห็นด้วยคือ รูปแบบองค์กร โดยตนไม่เห็นด้วยที่จะให้ CMDF มีฐานะเป็น “นิติบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะเงินจัดตั้งไม่ได้มาจากงบประมาณ และเจ้าของเงินคือตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ผมจึงไม่เห็นความจำเป็น นอกเสียจากว่าการเป็นหน่วยงานของรัฐจะช่วยให้การดำเนินพันธกิจของ CMDF คล่องตัวขึ้น ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่ ประเด็นที่ 2 คือ โครงสร้างคณะกรรมการแบบที่เสนอไว้ในร่างกฎหมาย ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากภาคเอกชนโดยตำแหน่งแม้แต่คนเดียว แต่มีคนที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.แต่งตั้งเข้าไปในฐานะ ผู้ทรงคุณวุฒิถึง 6 คน บวกกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งมาโดยตำแหน่ง
และประธานตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบ่อยครั้งก็มาจากคนที่ ก.ล.ต.ส่งเข้าไปเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นว่าคณะกรรมการ CMDF มาจากคนที่ ก.ล.ต. เห็นชอบถึง 8 คน และประเด็นที่ 3 คือ เรื่องทรัพย์สินของกองทุน ตนเห็นด้วยกับการโอนเงินไปไว้ใน CMDF แต่น่าจะทำแผนการดำเนินการของกองทุนและงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อประเมินได้ว่า ตัวเลขจำนวน 8,000 ล้านบาท สูงไปหรือต่ำไปอย่างไร
แต่ที่ตนไม่เห็นด้วยคือ มาตรา 182/1 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่กำหนดให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องจ่ายเงินให้ CMDF ตามอัตราที่ รมว.คลังกำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิของตลาดหลักทรัพย์ การกำหนดเช่นนี้เปรียบเสมือนเป็นการคุมกำเนิดตลาดหลักทรัพย์ เพราะไม่น่าจะสามารถลงทุนอะไรใหม่ๆได้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบซื้อขายหุ้น เป็นต้น เพราะไม่มีเม็ดเงินให้เหลือสะสมไว้เพื่อการลงทุน และยังเป็นการปิดทางการแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์ เพราะไม่มีนักลงทุนรายใดสนใจลงทุนในธุรกิจที่มีเงินเหลือเก็บให้ผู้ถือหุ้น 10% ของกำไรสุทธิเท่านั้น.