ธปท.เตือนสหกรณ์ออมทรัพย์เสี่ยง วิเคราะห์พบปัญหาเพียบหนุนเข้ม “กำกับดูแล”

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ธปท.เตือนสหกรณ์ออมทรัพย์เสี่ยง วิเคราะห์พบปัญหาเพียบหนุนเข้ม “กำกับดูแล”

Date Time: 10 พ.ค. 2560 05:50 น.

Summary

แบงก์ชาติ ออกโรงเตือนสหกรณ์ออมทรัพย์เสี่ยงหวั่นป่วนระบบการเงินตัวสหกรณ์ เสียหาย ระบุสหกรณ์ที่มีเงินเหลือแห่ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงปันผลตอบแทนสูงๆ ขณะที่สหกรณ์เบี้ยน้อยแอบระดมเงินคนที่ไม่ใช่สมาชิกเสี่ยงปัญหาสภาพคล่อง...

Latest

ผลสำรวจเลือกตั้ง 69 จ่ายสูงสุดหัวละเจ็ดพันห้า คนไทยลั่นจะไม่เลือกคนโกง

แบงก์ชาติ ออกโรงเตือนสหกรณ์ออมทรัพย์เสี่ยงหวั่นป่วนระบบการเงินตัวสหกรณ์ เสียหาย ระบุสหกรณ์ที่มีเงินเหลือแห่ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงปันผลตอบแทนสูงๆ ขณะที่สหกรณ์เบี้ยน้อยแอบระดมเงินคนที่ไม่ใช่สมาชิกเสี่ยงปัญหาสภาพคล่องคืนเงินคนฝากไม่ได้ ชี้ประชาชนควรทำความเข้าใจให้ดีก่อนลงทุน

น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในกรณีที่มีข่าวสหกรณ์ออมทรัพย์ปัญหาทางการเงินและปัญหาฉ้อโกงอย่างต่อเนื่อง ธปท.มีความเป็นห่วง และติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในส่วนที่อาจจะสร้างปัญหาต่อระบบการเงินโดยรวมของประเทศ และขอให้ประชาชนหาความรู้และความเข้าใจก่อนการลงทุนในทุกรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ออกบทความ Focused And Quick (FAQ) เรื่องความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ กับแนวทางการปฏิรูปการกำกับดูแล จัดทำโดย น.ส.ศิริวรรณ อัศววงศ์เสถียร ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธปท. นายกันตภณ ศรีชาติ เศรษฐกรอาวุโส และนายรัฐศาสตร์ หนูดำ ผู้วิเคราะห์ โดยระบุว่า จากการวิเคราะห์งบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศพบว่า มีความจำเป็นควรยกระดับการกำกับดูแลสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งขึ้น ปรับเกณฑ์กำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลและความมั่นคงเพิ่มเติมเพื่อกำกับดูแลความเสี่ยงที่เหมาะสมกับขนาดของสหกรณ์ เนื่องจาก ธปท.พบว่า การดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ออมทรัพย์ช่วงหลังๆ มีการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการกู้ยืมจากสหกรณ์อื่น สถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ ทำให้เชื่อมโยงกับระบบการเงินมากขึ้น และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ และระบบการเงินโดยรวม

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ 169 ราย และแบ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ตามสภาพคล่องได้เป็น 2 กลุ่มหลักของ ธปท. พบว่า กลุ่มแรกเป็นสหกรณ์ที่มีเงินทุนเหลือ เป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน โดยส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ที่สมาชิกค่อนข้างมีฐานะการเงินดี มีปริมาณเงินรับฝากมาก ทำให้สหกรณ์จำเป็นที่จะต้องบริหารสภาพคล่องดังกล่าวให้เป็นที่พึงพอใจแก่สมาชิก แม้ดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์จะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์เป็นแรงกดดันให้ผู้บริหารสหกรณ์ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่กลุ่มที่ 2 สหกรณ์ที่ยังขาดเงินทุน เป็นสหกรณ์กลุ่มที่มีสภาพคล่องไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกมีรายได้น้อยหรือมีความต้องการกู้เงิน ทำให้ทุนภายในมีไม่เพียงพอ ผู้บริหารของสหกรณ์เหล่านี้ต้องระดมทุนผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ รับฝากเงินจากประชาชนที่ไม่ใช่สมาชิก ทั้งที่โครงสร้างของสหกรณ์กำหนดให้รับเงินฝากได้เฉพาะสมาชิก นอกจากนั้นที่สำคัญคือ เงินกู้ยืมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น จึงไม่สอดคล้องกับอายุของเงินให้กู้แก่สมาชิกที่ส่วนใหญ่อยู่ในระยะยาวสหกรณ์ กลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่อง หากไม่ได้รับการต่ออายุเงินกู้

ดังนั้น สหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งสองกลุ่มจึงมีความเสี่ยงทั้งคู่ แต่เป็นความเสี่ยงที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกมีสภาพคล่องเหลือและนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จึงมีความจำเป็นที่กรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ต้องมีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆ และมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ส่วนกลุ่มที่สองต้องการสภาพคล่อง มีความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนรองรับในยามฉุกเฉิน จึงเสนอให้มีตัวกลางที่บริหารจัดการสภาพคล่องระหว่างสหกรณ์ที่มีเงินทุนเหลือและขาด ทำให้สหกรณ์พึ่งพากันเองภายในอย่างเป็นระบบปิดมากขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่า ระบบสหกรณ์ยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่การรับฝากเงินที่ทำได้เฉพาะสมาชิก ปัญหาการจัดการเชิงสถาบัน ซึ่งปัจจุบันไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์โดยตรง โดยสหกรณ์ทั้งหมดมีผู้กำกับคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ยังมีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานจากการที่สหกรณ์ยังขาดระบบการติดตาม ตรวจสอบ และขาดบุคลากร ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจการเงินจำนวนมาก

สำหรับในภาพรวมสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 2,059,457 ล้านบาท และมีการขยายตัวของสินทรัพย์ต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี (2553-2558) เงินให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ 169 แห่ง เติบโตจาก 0.9 ล้าน ล้านบาท ณ สิ้นปี 2553 มาอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ณ กันยายน 2559 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเกือบ 2 เท่า.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ