รัฐสั่งปิดแล้ว 6,300 เว็บไซต์ ขอความร่วมมือ "เฟซบุ๊ก" จัดการโพสต์หมิ่น

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

รัฐสั่งปิดแล้ว 6,300 เว็บไซต์ ขอความร่วมมือ "เฟซบุ๊ก" จัดการโพสต์หมิ่น

Date Time: 5 พ.ค. 2560 06:01 น.

Summary

กสทช.–ไอเอสพี สั่งปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแล้ว 6,300 เว็บ เหลืออีก 600 เว็บจะจัดการให้เสร็จในสัปดาห์นี้ ส่งข้อความถึงเฟซบุ๊ก ขอความร่วมมือจัดการเว็บหรือบัญชีบุคคลที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม

Latest

"ซิกเว่"ย้ำไม่ต้องห่วง"ทรู"ยังเหมือนเดิม

กสทช.–ไอเอสพี สั่งปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแล้ว 6,300 เว็บ เหลืออีก 600 เว็บจะจัดการให้เสร็จในสัปดาห์นี้ ส่งข้อความถึงเฟซบุ๊ก ขอความร่วมมือจัดการเว็บหรือบัญชีบุคคลที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม ขณะที่โลกช็อปปิ้งออนไลน์ระอุ ชี้คนรุ่นใหม่ Gen M ซื้อของผ่านเน็ตกระจาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2560ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้แถลงข่าวร่วมกันถึงความคืบหน้าการดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า จากที่ กสทช.ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาคมไอเอสพี กระทรวงดีอี เพื่อปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และผิดกฎหมายนั้น ขณะนี้ไอเอสพี ได้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมออกจากอินเตอร์เน็ตแล้ว 6,300 เว็บไซต์ จาก 6,900 เว็บไซต์ เหลือเพียง 600 เว็บไซต์เท่านั้น คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะปิดได้หมด โดยยืนยันว่าเว็บไซต์ที่เนื้อหาดี มีประโยชน์ ประชาชนก็ยังคงเข้าไปใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งเชื่อว่าไอเอสพีจะแยกแยะได้ว่าเนื้อหาใดดี และไม่ดี รวมถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศด้วย ส่วนความร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ ก็เพื่อให้การทำงานสัมฤทธิผล

นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมไอเอสพี กล่าวว่า การปิดเว็บไซต์หรือการถอดเว็บไซต์ที่มี เนื้อหาไม่เหมาะสมออกจากอินเตอร์เน็ตนั้น ไอเอสพีดำเนินการมาตลอดตามขั้นตอนกฎหมาย คือ เมื่อได้รับหมายศาลทางไอเอสพีก็สั่งปิดทันที ซึ่งเว็บไซต์ที่ปิดไปส่วนใหญ่เกี่ยวกับความมั่นคง การพนัน และโป๊ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดำเนินการนำเว็บที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมออกจากอินเตอร์เน็ต ยกเว้นเฟซบุ๊ก ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากระบบเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศทางไอเอสพีไม่สามารถที่จะถอดเว็บไซต์หรือบัญชีของ บุคคลได้ เพราะต้องเข้ารหัสผ่าน ซึ่งปัจจุบันมีขั้นตอนการเข้ารหัสหลายขั้นตอนมาก จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือไปยังเฟซบุ๊ก ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานไปยังเฟซบุ๊กแล้ว เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะเมื่อให้บริการในประเทศไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย

วันเดียวกัน นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com ผู้ให้บริการเว็บไซต์ค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลยอดผู้เข้าใช้งาน Shopping Search Engine ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 พบว่า ประเภทสินค้าที่มีการค้นหามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ของสะสมและของเก่า 16.3% 2. เสื้อผ้าและแฟชั่น 8.1% 3.เครื่องใช้ไฟฟ้า 6.1% 4.โทรศัพท์-อุปกรณ์สื่อสาร 5.9% และ 5.อาหารและสุขภาพ 5.5% โดยร้านค้าที่มีการค้นหามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ Lazada.co.th, 11STREET.co.th, thainitashop.com, Cmart.co.th และ Central.co.th ตามลำดับ

นอกจากนั้น Priceza.com ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจในการซื้อสินค้าออนไลน์อีกว่า กลุ่มนักช็อปที่ขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดคือกลุ่ม Gen M หรือคนยุคมิลเลนเนียลส์ (Millennials) (อายุ 18-34 ปี) ซึ่งทำการซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดถึง 61.92% รองลงมาคือ กลุ่ม Gen X (อายุ 35-54 ปี) 32.69% และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) 5.39% ตามลำดับ.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ