
ภาษีที่ดินขึ้น !สุดท้ายใครจ่าย? เจ้าของที่ดิน นักลงทุน หรือ ผู้เช่า สรุปผลกระทบ กทม.จ่อรื้อภาษีที่ดินครั้งใหญ่ ผลกระทบ 4 กลุ่มอสังหาฯ
เมื่อเมืองโตขึ้น แต่ “กติกาภาษี” แบบเดิมมีช่องโหว่ เกมการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครจึงกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
ย้อนกลับไปในปี 2562 การประกาศใช้ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถือเป็นหมุดหมายใหญ่ แต่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ระบบที่คิดภาษีจาก "ราคาประเมินทุนทรัพย์" กลับเปิดช่องว่างให้ กทม. สูญเสียรายได้มหาศาลเมื่อเทียบกับระบบภาษีโรงเรือนเดิม
ภาพข่าวที่คุ้นตาชาวเมืองอย่าง “เกษตรกรรมจำแลง” การขนกล้วย มะนาว หรือมะพร้าวไปปลูกบนที่ดินทำเลทองไข่แดงกลางเมือง เพียงเพื่อเปลี่ยนสถานะที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็น “แปลงเกษตร” เพื่อจ่ายภาษีถูกลง กำลังจะกลายเป็นอดีตอย่างเงียบๆ
หลังจากล่าสุด กทม. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอ ปรับโครงสร้างจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ภายใต้อำนาจตามมาตรา 37 วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ เพื่อส่งเรื่องเสนอผู้ว่าฯ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สภากทม. กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ต่อไป
และนี่คือสรุป 3 เสาหลักของมาตราใหม่ ที่ กทม. กำลังดันสุดตัว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ อย่าง “สุรเชษฐ กองชีพ” บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ และ เพจProperty DNA ประเมินว่า หากนโยบายนี้ผ่านสภาและมีผลบังคับใช้จริง จะเกิดแรงกระแทกเป็นโดมิโน่ส่งผ่านไปยัง 4 กลุ่มหลักในห่วงโซ่อสังหาฯ ทันที
1. เกษตรกรตัวจริง กระทบน้อย (แต่มีจุดต้องระวัง)
สำหรับเกษตรกรจริงที่ทำมาหากินแถบชานเมือง เช่น หนองจอก มีนบุรี ที่ดินส่วนใหญ่มักมีมูลค่าประเมินไม่เกิน 20 ล้านบาท จึงยังได้รับการยกเว้นภาษีตามเกณฑ์ใหม่ แต่จุดที่น่าจับตาคือ เกษตรกรดั้งเดิมที่มีที่ดินผืนใหญ่ซึ่งราคาประเมินขยับสูงขึ้นตามการเจริญเติบโตของเมือง อาจต้องพลอยรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่ง กทม. อาจต้องนำมาตรการภาษีอิงตามผังเมือง (Zoning-based Taxation) เข้ามาช่วยคัดกรองในอนาคต
2. เจ้าของที่ดินมูลค่าสูง (Landlords) ภาระเพิ่มก้าวกระโดด
ยุคของ "กล้วยกลางเมือง" จะไม่คุ้มอีกต่อไป! เดิมทีที่ดินรกร้างต้องเสียภาษี 0.3-0.7% (และปรับเพิ่ม 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุดไม่เกิน 3%) การปลูกพืชเพื่อเลี่ยงภาษีเคยช่วยลดภาระเหลือเพียงล้านละ 100 บาท แต่เมื่อภาษีเกษตรขยับเป็นล้านละ 300 บาท บวกกับเพดานยกเว้นภาษีที่ลดลงมาเหลือ 20 ล้านบาท บวกกับ ต้นทุนการจัดการ เช่น ค่าปุ๋ย ค่าแรง ค่าระบบน้ำ อัตราผลตอบแทนจากการถือครองที่ดินรกร้างจะติดลบอย่างมีนัยสำคัญ
3. คอนโดปล่อยเช่า / อพาร์ตเมนต์ ต้นทุนเพิ่ม ดัน Net Yield หด
กลุ่มนักลงทุนสาย Passive Income ที่ซื้อคอนโดฯหรืออพาร์ตเมนต์ไว้ปล่อยเช่ารายเดือนจะเจอโจทย์ใหญ่ การปรับประเภททรัพย์สินเป็น "พาณิชยกรรม" ทำให้ภาระภาษีพุ่งจากล้านละ 200 บาท เป็น ล้านละ 3,000 บาท
4. นักลงทุนถือที่ดินรอขาย & ผู้เช่า อาจต้องเร่งปรับตัว / แบกรับภาระบางส่วน
อย่างไรก็ดี หากมองในมุมของกรุงเทพมหานคร การรื้อโครงสร้างภาษีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการจ้องจับผิดหรือกลั่นแกล้งใคร แต่มันคือการ "ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย" เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบการคลังท้องถิ่น
ในระบบภาษีโรงเรือนเดิม (คิด 12.5% จากรายได้ค่าเช่า) กทม. เคยจัดเก็บรายได้จากห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่พอเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินปี 2562 ที่คิดจากราคาประเมินและค่าเสื่อม ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่บางแห่งกลับจ่ายภาษีลดลงจาก 10.7 ล้านบาท เหลือเพียง 1.08 ล้านบาท หรืออาคารสำนักงานใหญ่บางแห่งจ่ายลดลงจาก 11.49 ล้านบาท เหลือ 3.72 ล้านบาทเท่านั้น!
กทม. ตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้ที่ 17,500 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569 และ 17,600 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ คือท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่จะถูกส่งต่อไปยัง
ภาษีที่ดินจึงกำลังจะทำหน้าที่เป็น "ตัวเร่ง" ให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับผังเมือง ลดปัญหาการทิ้งร้างที่ดินใจกลางเมือง และลดการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง (Urban Sprawl) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดสรรสาธารณูปโภคของรัฐได้อย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด
สำหรับใครที่อยู่ในห่วงโซ่อสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะถือที่ดิน ลงทุนคอนโด หรือเป็นผู้เช่า วันนี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า "ต้นทุนการถือครองกำลังจะเปลี่ยนไป" และการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า คือสิ่งเดียวที่จะทำให้เราปรับตัวทันในเกมใหม่นี้
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney