ภาษีอีวี 35% หนุนต่างชาติแห่ลุยไทย คลังปลื้มเห็นสัญญาณบวก! ลุ้นค่ายรถรายที่ 9-10 ลงทุนเพิ่ม

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ภาษีอีวี 35% หนุนต่างชาติแห่ลุยไทย คลังปลื้มเห็นสัญญาณบวก! ลุ้นค่ายรถรายที่ 9-10 ลงทุนเพิ่ม

Date Time: 6 พ.ย. 2569 06:00 น.

Video

เข้าใจ Bond Yield ในคลิปเดียว! ส่อง FED โค้งสุดท้าย ปรับพอร์ตแบบไหนรอด? I Money Issue EP.84

“Summary“

กระทรวงการคลังปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV นำเข้าทั้งคันเป็น 35% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่รถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ

  • มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยอย่างจริงจัง
  • ภาครัฐอยู่ระหว่างหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้า
  • ข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 พบว่ามีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว 188,000 คัน โดยเป็นรถนำเข้า 122,000 คัน และรถผลิตในประเทศ 66,000 คัน
  • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาประกอบเพียงอย่างเดียว

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV และ REEV นำเข้าทั้งคันจากอัตรา 10% เป็น 35% เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานที่กรมสรรพสามิตวางไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาตรการที่เกิดขึ้นเพื่อเอาใจค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น หรือเป็นผลจากแรงกดดันของผู้ประกอบการรายใด แต่เป็นการปรับระบบภาษีให้สอดคล้องกับพัฒนาการของอุตสาหกรรม หลังมาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ EV 3.5 ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาดและดึงผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในไทยแล้ว 8 แห่ง

ทั้งนี้ การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปทั้งคันในอัตราภาษีเดิม ทำให้รถนำเข้ามีต้นทุนและราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับรถที่ผลิตในประเทศ เมื่อปรับภาษีเป็น 35% ประกอบกับภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ภาระภาษีรถนำเข้าทั้งคันอยู่ที่ประมาณ 49% ส่งผลให้รถที่ผลิตในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถยนต์เลือกตั้งฐานการผลิตในไทยแทนการนำเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว

ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ผู้ผลิตจะต้องปรับตัวตามหลักเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ภายใต้นโยบาย Made in Thailand โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อม ก่อนกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย ซึ่งอาจอยู่ที่ 15% หรือ 20% ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาของกรมสรรพสามิต โดยจะพิจารณาจากชิ้นส่วนที่ตรวจสอบแหล่งผลิตได้ชัดเจน เช่น เบาะ ประตู กระจก และยางรถยนต์

ตัวเลขตลาด EV ช่วง 9 เดือนแรกของปี (ม.ค.-ก.ย.) สะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนรวม 188,000 คัน แบ่งเป็นรถนำเข้าทั้งคัน 122,000 คัน และรถผลิตในประเทศ 66,000 คัน ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอยู่ที่ 215,000 คัน ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่พอจะต่อยอดเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคได้ หากสามารถดึงผู้ผลิตและผู้ประกอบการชิ้นส่วนให้เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้เหมาะสมกับโครงสร้างการผลิตและศักยภาพของผู้ประกอบการ ส่วนอัตราภาษีสรรพสามิต EV ปัจจุบันมีตั้งแต่ 2-35% โดยอัตรา 2% กำหนดเงื่อนไขให้มีการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ ซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดดำเนินการได้ตามเงื่อนไข ขณะที่อัตรา 35% ใช้กับรถนำเข้าทั้งคัน ส่วนอัตราระหว่างกลางจะพิจารณาจากสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศและเม็ดเงินลงทุน เพื่อให้ระบบภาษีสะท้อนระดับการสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยอย่างแท้จริง

ขณะที่นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขึ้นภาษี EV เป็น 35% ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ หลังผู้ผลิตไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้ามาเป็นเวลานาน การเปิดตลาดให้รถนำเข้ามาจำหน่ายโดยไม่มีข้อผูกพันด้านการลงทุนและการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งโรงงานประกอบรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของภาคการผลิต

อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากรัฐบาลไม่เดินหน้ากำหนดหลักเกณฑ์ Local Content ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โรงงาน EV ที่เข้ามาตั้งฐานในไทยต้องสร้างการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศจริง ไม่ใช่เป็นเพียงโรงงานประกอบรถยนต์ที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาเกือบทั้งหมด พร้อมต้องเข้มงวดกับการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ทั้งการสำแดงสินค้าไม่ตรงข้อเท็จจริง การนำเข้าชิ้นส่วนแยกชิ้นเพื่อประกอบภายหลัง และการบิดเบือนพิกัดศุลกากร

นายนาวากล่าวด้วยว่า รถยนต์หนึ่งคันใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบประมาณ 0.8-1 ตัน การยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องมองให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการสนับสนุนเหล็กสีเขียว (Green Steel) ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ โดยภาครัฐควรสนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อให้ผู้ผลิตไทยปรับตัวทันมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Net Zero ของตลาดโลก


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ