
ภาพจำเดิมๆ ของมนุษย์เงินเดือนมักถูกขีดเส้นไว้อย่างตรงๆ เรียนจบ ทำงาน เก็บเงิน แล้วรอเกษียณอายุ 60 ปี เพื่อหยุดพักผ่อนอยู่บ้านกับลูกหลาน
แต่ปัจจุบัน ตัวเลข “60” ที่เคยเป็นเส้นชัยของชีวิต กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว โดยล่าสุด คณะรัฐมนตรี (3 พ.ย.) เพิ่งไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับใหม่ ขยายเพดานอายุผู้ประกันตน ม.33 ออกไปถึง 65 ปี พร้อมเปิดให้เลือกว่าจะรับเงินชราภาพเป็นก้อนหรือบำนาญรายเดือน
ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ก็เร่งเกมเร็วขึ้น โดยเคาะเพิ่มอายุเกษียณเป็น 65 ปี และยืดอายุการจ้างงานต่อยาวไปถึง 70 ปี ภายในปี 2572 กลายเป็นคำถาม ทำไมสองประเทศถึงขยับเรื่องนี้พร้อมๆ กัน
ข้อมูลวิเคราะห์จาก Bnomics by Bangkok Bank ชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้กฎหมายแรงงานธรรมดา แต่คือสัญญาณเตือนจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสมการคณิตศาสตร์ประกันภัยที่กำลังบอกเราว่า ระบบเดิมกำลังไปต่อไม่ไหว
ย้อนไป รากฐานของระบบบำนาญทั่วโลกถูกคิดขึ้นในยุคที่คนส่วนใหญ่เกษียณตอน 60 แล้วใช้ชีวิตต่ออีกแค่ 10-15 ปี แต่โลกยุคนี้กำลังก้าวเข้าสู่ "Longevity Society" หรือยุคที่คนอายุยืนยาวขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างที่ชัดสุดคือญี่ปุ่น ที่ในปี 2569 นี้ มีประชากรอายุ 100 ปีขึ้นไปทะลุ 1 แสนคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (มากกว่า 107,000 คน) เทียบกับเมื่อ 60 กว่าปีก่อนที่มีแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น ส่วนภาพรวมทั้งโลก องค์การสหประชาชาติก็ประเมินว่า ภายในปี 2593 โลกจะมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 2.1 พันล้านคน หรือมากกว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลกทั้งหมด
เมื่อคนมีชีวิตหลังอายุ 60 ยาวนานต่อไปอีก 20-30 ปี กองทุนบำนาญก็ต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูนานขึ้นเป็นเงาตามตัว
ปัญหาคือขาเงินเข้ากลับหดตัวลงอย่างน่าใจหาย อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างมาก ครอบครัวมีขนาดเล็กลง แปลว่า “คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำงานแล้วส่งเงินสมทบเข้ากองทุนมีน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับรุ่นพี่รุ่นพ่อแม่ที่ต่อคิวรอรับเงินบำนาญยาวเหยียด”
การที่ไทยขยายเพดาน ม.33 ไปถึง 65 ปี เป้าหมายสำคัญจึงเป็นการ “ยื้อชีวิตและยืดสายป่านของกองทุนประกันสังคม” เพื่อเพิ่มระยะเวลาการสะสมเงิน และชะลอการดึงเงินก้อนโตออกจากระบบ ไม่ให้กองทุนสะดุดลงก่อนที่คนรุ่นหลังจะได้ใช้ ตามคาดการณ์ว่า กองทุนเสี่ยงหมดในอีกแค่ 25 ปีข้างหน้า
นอกจากเรื่องเงินกองทุนแล้ว อีกเหตุผลสำคัญคือประเทศกำลังขาดแคลนคนทำงาน ถ้าทุกคนทิ้งเก้าอี้ทำงานตอนอายุ 60 ในวันที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง ตลาดแรงงานจะเกิดสุญญากาศทันที ญี่ปุ่นรับมือเรื่องนี้ด้วยการเปิดทางให้ผู้สูงอายุทำงานต่อ จนทุกวันนี้คนญี่ปุ่นอายุ 65-69 ปีมากกว่าครึ่งหนึ่ง (55%) ยังคงทำงานอยู่
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะข้อมูลการสำรวจปี 2567 พบว่า ผู้สูงอายุไทยเกือบ 13% หรือราว 1 ใน 8 ต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ลูกหลานย้ายไปทำงานที่อื่น การหวังพึ่งครอบครัวแบบในอดีตเริ่มยากขึ้น การมีงานทำ มีรายได้ต่อเนื่อง และพึ่งพาตัวเองได้หลังอายุ 60 ปี จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อแก้เหงา แต่กลายเป็นเรื่องจำเป็นต่อความอยู่รอดทางการเงิน
พอพูดว่าต้องทำงานจนถึงอายุ 65 ปี หลายคนอาจกังวลเรื่องสุขภาพ ว่าร่างกายวัยหกสิบกว่าจะไปทนงานหนักเหมือนตอนหนุ่มสาวได้อย่างไร?
เทียบประเด็นนี้สิงคโปร์ทำการบ้านมาค่อนข้างดี โดยมองว่าการทำงานต่อหลังเกษียณ ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับสภาพร่างกาย ไม่ใช่การบังคับทำงานแบบเดิม สิงคโปร์ไม่ได้มองแค่การทำงานจากที่บ้าน (Flexi-place) หรือการเข้างานแบบยืดหยุ่นเวลา (Flexi-time) เท่านั้น แต่กำลังดันโมเดลใหม่อย่าง "Flexi-load"
แนวคิด Flexi-load คือการเปิดโอกาสให้พนักงานสูงวัยเลือกปรับลดปริมาณงานหรือความรับผิดชอบลง แล้วปรับผลตอบแทนให้สอดคล้องกับเนื้องานจริง เช่น เปลี่ยนจากการคุมทีมหน้างานที่เครียดตลอดวัน มาเป็นที่ปรึกษา พี่เลี้ยงคอยเทรนด์น้องๆ หรือทำงานพาร์ตไทม์ตามกำลังสุขภาพ ซึ่งทางสิงคโปร์ถึงขั้นตั้งโครงการและหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อสนับสนุนเงินทุนและช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ในการจ้างงานรูปแบบนี้
การขยับตัวของทั้งไทยและสิงคโปร์เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า นิยามการเกษียณแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ขณะในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจนั้น ในบทวิเคราะห์เดียวกัน ชี้ว่า จากในปี 2566 รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุไทยมีมูลค่าประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 การใช้จ่ายดังกล่าวครอบคลุมทั้งรายจ่ายภาครัฐและการซื้อสินค้าและบริการของผู้สูงอายุ จึงเป็นตลาดที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ ที่อยู่อาศัย การเดินทาง ไปจนถึงเทคโนโลยีและบริการทางการเงินอีกด้วย.
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney